Events

Published on September 11th, 2018 | by anaras

0

SYNC artist-in-residence 2017

“นราธิวาส” เป็นหนึ่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เรามักจะมองว่าเต็มไปด้วยความรุนแรงจากเหตุความไม่สงบต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีมานี้ แม้ว่าความเข้าใจเหล่านี้จะมีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ยังมีมากมายหลายสิ่งที่ขาดหายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์หรือหัวข้อข่าวในสื่อระดับประเทศ ซึ่งคนไทยอีกมากมายในประเทศจะไม่สามารถรับรู้ – เข้าถึงเรื่องราวเหล่านั้นได้ง่ายดายนัก หากไม่ได้ทำการศึกษาค้นคว้าถึงต้นตอของปัญหาที่แท้จริงที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม บทความนี้มิได้มีจุดประสงค์เพื่อควานหาต้นตอและนำเสนอรากเหง้าของความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ดังที่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์จะทำการศึกษาวิจัยเพื่อหาแนวทางแก้ไข หากแต่เป็นการลองมองไปยังสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของความรุนแรง มองไปยังเรื่องราวที่ถูกละเลยไม่พูดถึง

นั่นคือเรื่องราววิถีชีวิตของผู้คน สังคม และวัฒนธรรมของนราธิวาส ซึ่งถูกถ่ายทอดโดยศิลปินสองคนจากสอง ภูมิภาค ผ่านโครงการศิลปินในพำนัก (artist-in-residence) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างหอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และ De’ Lapae Art Space พื้นที่ของศิลปะร่วมสมัยแห่งเดียวของจังหวัดนราธิวาส โดยตัวโครงการนี้มีรูปแบบการดำเนินการให้ศิลปินจากต่างพื้นที่มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันในระยะเวลาหนึ่งเดือน ก่อนจะสร้างสรรค์ผลงานศิลปะออกมาจัดแสดงทั้งที่นราธิวาสและกรุงเทพมหานคร

สำหรับศิลปินคนแรก อัมรู ไทยสนิท จากจังหวัดปัตตานี เขาจบการศึกษาสาขาทัศนศิลป์ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ. ปัตตานี) ปัจจุบันนอกจากจะเป็นศิลปินแล้ว เขายังเป็นเจ้าหน้าที่ประจำหอศิลป์เดอลาแปช่วยในเรื่องการติดตั้งและบรรยายด้านศิลปะอีกด้วย อัมรูเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่มักถ่ายทอดเรื่องราวความสูญเสียของคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านสัญลักษณ์กระสุนปืน ผลงานที่ผ่านมาหลายต่อหลายชุดของเขามักใช้รูปร่างของกระสุนปืนเป็นส่วนประกอบหลัก อย่างเช่นผลงานชุดล่าสุดของเขาที่ได้รับการจัดแสดงที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากรเมื่อปลายปีที่แล้ว ‘สัญลักษณ์จากความรู้สึก’ เป็นวิดีโออาร์ตบันทึกภาพศิลปินกำลังขุดหลุมศพรูปกระสุนปืนของตัวเองก่อนจะลงไปนอนสงบอยู่ในนั้น

ส่วนศิลปินจากทางเมืองกรุง ปุญญิศา ศิลปรัศมี ศิลปินหญิงรุ่นใหม่ จบการศึกษาจากภาควิชาวิจิตรศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เธอมีความสนใจในงานประติมากรรมแบบเหมือนจริงที่สะท้อนความรู้สึกส่วนตัว สัมพันธ์กับมิติของพื้นที่ กาลเวลา และความทรงจำ เมื่อปีที่แล้วเธอเป็นหนึ่งในผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการบ่มเพาะศิลปินรุ่นเยาว์ Early Years Project  ครั้งที่ 1 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ด้วยการนำเสนองานประกอบไม้รูปมังกรขนาดใหญ่ บานพับของเกล็ดแต่ละชิ้นสามารถขยับเคลื่อนไหวได้ทำให้มังกรตัวนี้มีรูปร่างพลิ้วไหว แฝงนัยของความทรงจำเกี่ยวกับลูกหลานคนจีนในตัวศิลปินเอาไว้

sync หรือ synchronize คือ การเชื่อมโยง เชื่อมต่อ เป็นหนึ่งเดียวกัน ไปในทางเดียวกัน เปรียบได้กับการเชื่อมโยงสองวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ระหว่างศิลปินจากสองพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง”

แนวคิดหลักของโครงการ คือนิยามของการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของแต่ละคน ที่แม้ว่าจะใช้เทคนิคเฉพาะตัวของแต่ละคน แต่สารที่นำเสนอนั้นก็มีเนื้อหาที่สอดคล้องกันไปในทางเดียว นั่นคือการนำเสนอแง่มุมของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของจังหวัดนราธิวาส

สำหรับปุญญิศา เธอก็เหมือนกับคนส่วนใหญ่ในประเทศที่แต่เดิมรับรู้เพียงข่าวคราวความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวันในพื้นที่ ทว่าด้วยความสนใจที่มีมากกว่า จึงทำปุญญิศาเลือกที่จะมาสมัครเข้าร่วมโครงการดังกล่าว แม้ว่าทางบ้านจะเป็นกังวลบ้างก็ตาม ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่เธอได้เข้ามาใช้เวลาในพื้นที่ กิจกรรมหลักคือการตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ โดยมีอัมรูเป็นทั้งเพื่อนและไกด์นำทาง การได้เห็นความงดงามของธรรมชาติ บ้านเมืองสงบมีระเบียบ และวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของคนในพื้นที่ ทำให้ปุญญิศาประทับใจ หรือการได้พบเพื่อนใหม่ แม้จะต่างวัฒนธรรมต่างศาสนา แต่การพยายามปรับตัวให้เข้ากับคนในพื้นที่ เคารพความแตกต่างซึ่งกันและกัน นำมาซึ่งมิตรภาพใหม่ๆ ผลงานในส่วนแรกของเธอจึงเลือกนำเสนอแง่มุมเหล่านี้ผ่านภาพถ่ายพร้อมข้อความบรรยายสั้นๆ ที่เปรียบเสมือนบันทึกความทรงจำอันมีค่ายิ่งของศิลปิน

การได้เห็นศิลปะอิสลามในรูปแบบต่างๆ ทำให้เธอพบความงามที่สะท้อนถึงความศรัทธาอันแรงกล้า ซึ่งเป็นตัวเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชุมชนเอาไว้ด้วยกัน สิ่งนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดผลงานส่วนที่สอง ซึ่งเป็นงานประกอบไม้ที่เธอถนัด ‘Area 17’ เป็นประติมากรรมประกอบไม้สองชุด ที่มีกลิ่นอายของศิลปะอิสลาม ยกตัวอย่างเช่นการผสมผสานรูปดาวและรูปหกเหลี่ยมให้กลายเป็นประติมากรรมรูปสามเหลี่ยมขนาดย่อม การประกอบกันของวัตถุเล็กๆ หลายชิ้นนี้ อาจสะท้อนให้เห็นถึงปัจเจกบุคคลต่างๆ ที่รวมกันเป็นชุมชนและสังคมอันแน่นแฟ้น อบอุ่น และสามัคคี ซึ่งเธอได้ประสบพบเจอมาตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือน

เช่นเดียวกัน การเข้ามาของปุญญิศาส่งผลกระทบต่อการสร้างสรรค์ผลงานของอัมรูด้วย มิตรภาพใหม่ที่เกิดขึ้นผลักดันให้เขาเลือกที่จะมองมุมใหม่ จากแต่เดิมที่เขามักถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกสูญเสียผ่านงานศิลปะรูปกระสุนปืน กลับกลายเป็นการนำเสนอความปกติสุขในพื้นที่แทน ผลงานของอัมรูเป็นภาพพิมพ์โฟโต้บนผืนผ้าที่เย็บต่อกัน โดยเป็นภาพถ่ายวิถีชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่ในแง่มุมต่างๆ ทั้งหมดเป็นภาพถ่ายขาวดำที่แสดงให้เห็นถึงมิติของแสงเงา และมีการปักตัวอักษรร้อยเรียงกันเป็นคำว่า “ดำรงชีวิต” ในภาษายาวี ซ้อนทับซ้ำๆ กันอยู่บนรูปถ่ายทั้งหมด

กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานของอัมรูมีส่วนคล้ายกับงานของปุญญิศา นั่นคือเป็นการ “ประกอบ” เข้าด้วยกันของชิ้นส่วนเล็กๆ รวมเป็นหนึ่งเดียว แตกต่างจากไม้ที่เป็นวัสดุแข็งแรง อัมรูเลือกใช้ผ้าขาวพลิ้วไหว แสดงให้เห็นถึงความอ่อนโยนและนุ่มนวล สอดคล้องกับไปข้อความที่ประทับอยู่ด้านบน นั่นคือวิถีชีวิตอันเป็นสามัญของชาวบ้านที่ไร้การปรุงแต่ง อย่างไรก็ตาม ผ้าที่เขาเลือกใช้ก็ไม่ใช่ผ้าธรรมดา แต่มันเป็นผ้ามายัต หรือผ้าสำหรับห่อศพในศาสนาอิสลาม จึงอาจกล่าวได้ว่าผลงานของอัมรูก็ยังคงแฝงนัยแห่งการสูญเสียเช่นกัน ทว่ามันก็ไม่ได้มีบทบาทนำไปในผลงานทั้งหมดแบบที่เคยเป็น หากกลายมาเป็นฉากหลังหรือเบื้องหลังที่รองรับเรื่องราวอื่นๆ ที่มีส่วนสำคัญมากกว่าอย่างการดำรงชีวิตจริงของผู้คนนั่นเอง

ผลงานของศิลปินทั้งสอง นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงแง่มุมที่แตกต่างออกไปในการนำเสนอความเป็นไปในพื้นที่ที่ถูกขนานนามว่าเต็มไปด้วยความรุนแรงแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการทางศิลปะที่เกิดขึ้นทั้งหมด โครงการศิลปินพำนักได้ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ที่มากไปกว่าการศึกษาจากการอ่านหนังสือหรือฟังบรรยาย แต่เป็นการใช้ชีวิตจริง สำหรับปุญญิศา การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมชั่วคราวนี้ได้นำมาสู่การทำความเข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่าง ถือเป็นประสบการณ์สำคัญในชีวิตของเธอ ส่วนศิลปินในพื้นที่อย่างอัมรู ก็ได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ และเปลี่ยนแปลงมุมมองที่เขามีต่อบ้านเกิดของเขาเอง ดังจะเห็นได้จากการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานของเขา และแม้ว่าทั้งสองจะทำงานในแนวทางของตน แต่ใจความสำคัญก็กลับสื่อสารถึงเรื่องราวเดียวกันได้อย่างลงตัว

โครงการศิลปินในพำนัก ‘SYNC’ แสดงให้เห็นว่าศิลปะสามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการปะทะประสานระหว่างสองวัฒนธรรมที่แตกต่างกันได้อย่างไร การเข้าถึงและเข้าใจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ หากไม่มีปฏิบัติการอะไรบางอย่างเข้ามาเชื่อมรอยต่อ แม้ว่านิทรรศการครั้งนี้จะจำกัดแต่เพียงมุมมองเล็กๆ ของศิลปินรุ่นใหม่สองคน แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงโมเดลในการทำงานที่น่าสนใจ และอาจเป็นความหวังที่สามารถขยายขอบเขตให้กว้างขวางออกไปในระดับประเทศได้.


About the Author

anaras



Back to Top ↑