Events

Published on May 31st, 2018 | by anaras

0

TELEPORT to NOWHERE

ถ้าเทเลพอร์ตได้ อยากไปที่ไหนกัน?

If you could teleport, where would you go?

 

ก้องกาน – กันตภณ เมธีกุล ศิลปินหนุ่มที่เพิ่งเดินทางกลับจากการศึกษาต่อด้านศิลปะที่มหานครนิวยอร์ก หลังจากโด่งดังกับการทำงานด้าน Street Art มาแล้ว ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เดินทางกลับมายังประเทศบ้านเกิดนี้ เขาก็ได้นำภาพจากข้างถนนลงมาบนผืนผ้าใบ จัดแสดงในแกลเลอรีอย่างเต็มรูปแบบในนิทรรศการ ‘Teleport’ จัดแสดงที่ Warehouse 30

จากคำบอกเล่าของก้องกาน การเทเลพอร์ตคือไอเดียที่เกิดขึ้นในโมงยามแห่งความสับสนและหดหู่ จากการต้องใช้ชีวิตตัวคนเดียวในนิวยอร์ก ความเครียดกดดันที่เกิดจากปัญหาต่างๆ จนมองไม่เห็นทางออก เขาจึงได้สร้าง “หลุมดำ” ขึ้นมา เพื่อใช้ในการเดินทางไปยังที่อื่น จากพื้นที่สีดำกลมๆ ที่ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ด้านใน มีตัวละครเป็นผู้คนหรือสิ่งของหลากหลายผลัดเปลี่ยนกันเดินเข้าออกเสมือนกำลังข้ามผ่านมิติต่างๆ แนวคิดหลักของงานจึงสื่อถึงความสามารถเดินทางไปที่ไหนก็ได้ ความเป็นไปได้หลายหลากถูกทดลองขึ้นมากมายในภาพวาดของเขาที่มีจุดเริ่มต้นมาจากงานสตรีทอาร์ต ในรูปแบบของสติกเกอร์บอมบ์ (sticker bomb) ที่ถูกนำไปติดตามสถานที่ต่างๆ อย่างง่ายๆ

“การรู้สึกโดนปิดกั้นจากสังคมนิวยอร์ก ทำให้เกิดความรู้สึกว่าโลกนี้มันโหดร้ายสำหรับเรา เราจึงอยากเทเลพอร์ตไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง”

อย่างไม่น่าเชื่อ งานสติกเกอร์บอมบ์สไตล์ป๊อปอาร์ตเหล่านั้นทำให้ก้องกานป๊อปขึ้นมาอย่างรวดเร็วในสังคมนิวยอร์ก เมื่อมีคนเห็นมากขึ้น ทำให้เขาได้รับโอกาสให้ไปวาดภาพตามสถานที่ต่างๆ กับทาง Street Art New York Community ตลอดจนการเข้ามาของเอเยนซี่โฆษณาต่างๆ เรียกได้ว่า มันได้สร้างพื้นที่ให้กับตัวเขาในสังคมที่เขามองว่ามีการปิดกั้นมากอย่างนิวยอร์กไปโดยปริยาย

จากข้อเท็จจริงที่มาที่ไปในเบื้องต้นนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าในแง่หนึ่งกระบวนการเทเลพอร์ตอาจฟังดูเหมือนการหนีปัญหาที่แก้ไม่ตก เป็นแนวคิดในการหนีจากความจริงในรูปแบบหนึ่งก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเราได้ลองชมงานศิลปะของก้องกานอย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น การตัดสินเพียงเท่านี้ก็ดูจะฉาบฉวยมากเกินไป เพราะว่าอันที่จริงแล้ว หลุมดำเหล่านี้ “ลึก” มากกว่าที่ตาเห็น – มากกว่าเนื้อเรื่องเกี่ยวกับตัวตนของเขาที่เรารับรู้มากนัก

เราลองมาดูสถานะของหลุมดำที่แตกต่างหลากหลายในผลงานของก้องกานกัน

จุดตัด

เมื่อพูดถึงจุดตัด เรามักนึกถึงสิ่งของสองสิ่งที่อาจจะเหมือนกันหรือตรงกันข้าม บรรจบมาเจอกัน ณ ที่หนึ่ง จุดตัดที่ชัดเจนที่สุดในงานของก้องกานเกิดขึ้นจากความจริงและความไม่จริง วัตถุหรือบุคคลในภาพเหล่านี้จะปรากฏอยู่ทั้งสองฟากของหลุมดำ ฝั่งหนึ่งคือสิ่งที่ปกติ อีกฝั่งคือสิ่งไม่ปกติ เปรียบเสมือนการสมมติถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน ดั่งภาพ ‘Spring’ ชีวิตที่แห้งเหี่ยวกลับมาผลิบานอีกครั้งถูกแทนค่าด้วยภาพคนครึ่งตัวล่างเป็นขาสองข้างปกติ แต่ครึ่งบนเป็นกิ่งไม้เลื้อยกำลังเติบโตดั่งต้นไม้ในฤดูใบไม้ผลิ หรือภาพของมนุษย์ที่มีหัวเป็นนกพิราบขาวใน ‘I Can Fly’ ที่ศิลปินสื่อสารถึงการโผบินออกไปยังท้องฟ้าแห่งเสรีภาพทางความคิด

การสร้างจุดตัดจึงเป็นเสมือนการตั้งคำถามและนำเสนอคำตอบที่เป็นไปตามความคิดเห็นส่วนตัวของศิลปิน กับสิ่งต่างๆ ที่ไร้เหตุผลหรือไม่ดีงามในโลกของเรา ประเด็นหนึ่งที่ก้องกานให้ความสนใจคือคือความรุนแรงที่เกิดจากความเกลียดชัง ในผลงาน ‘Imagination Holes’ ประกอบด้วยห้ารูปทรงที่สื่อถึงความบิดเบี้ยวนี้ ได้แก่ จรวดขีปนาวุธที่ปลายเป็นดินสอ ข้อมือที่แทนจะได้ชูนิ้วกลางกลับกลายเป็นอีกมือหนึ่งทำท่าไอเลิฟยู ท่อนล่างของชายหญิงหันคนละด้านแต่ครึ่งบนหันหน้าเข้าหากัน ระเบิดน้อยหน่าที่อีกครึ่งเป็นลูกแพร์ และปีนที่มีปลายกระบอกเป็นดอกไม้สวยงาม การสลับบทบาทเป็นอีกขั้วตรงข้ามดังกล่าวเป็นไปเพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ

หลุมดำในลักษณะจุดตัดนี้จึงเป็นการสื่อความหมายต่อผู้ชมที่ง่ายที่สุด นั่นคือการอุปมาให้สิ่งหนึ่งกลายเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ศิลปินดูเหมือนกำลังจะบอกเราว่า ภายใต้บริบทเดียวกันนี้ หากเราลองมองมุมกลับไปยังอีกด้านหนึ่งของเหรียญ (หลุมดำ) จะพบสิ่งที่แตกต่างกันและดีกว่าหรือไม่

เส้นทาง

จากภายในสู่ภายนอก จากภายนอกสู่ภายใน หรือจากที่ไหนก็ไม่รู้สู่ที่ไหนก็ไม่รู้ จุดประสงค์ต่อมาของหลุมดำทำหน้าที่เป็นเส้นทางผ่านของหลายๆ สิ่ง ตัวละครที่ศิลปินนำมาผ่านทางเหล่านี้มักจะเป็นผู้คนต่างๆ กันทั้งหญิงและชาย แน่นอนว่าเราไม่รู้ว่าจุดที่พวกเขาจากมาเบื้องหลังหลุมดำนั้นคืออะไร เพราะศิลปินมักจะแสดงภาพให้เราเห็นจากฝั่งตรงข้ามของหลุมดำที่ตัวละครนั้นผ่านออกมาแล้ว แต่เชื่อได้อย่างหนึ่งว่ามันคือการก้าวผ่านสภาวะที่แย่กว่าอีกฟากที่เราเห็นในภาพนี้ ยกตัวอย่างเช่น ‘See You Again’ ชายหญิงสองคนที่โผล่หน้าออกมาสวมกอดกันจากคนละหลุมดำ ที่แสดงถึงสภาวะของความคิดถึง หรือการใช้แมวมาเป็นตัวแทนของความอิสระที่จะเดินทางไปไหนมาไหนได้ในภาพ ‘A Cat’

เส้นทางผ่านดังกล่าวมิได้ถูกใช้เพื่อประโยชน์ที่อ้างอิงอยู่กับเรื่องภายนอกเท่านั้น สิ่งที่อยู่ภายในอย่างจิตใจก็ได้ถูกสำรวจตรวจสอบผ่านหลุมเหล่านี้ด้วยเช่นกัน อย่างในภาพชุด ‘The Time Machine’ ผู้หญิงกำลังเคลื่อนไหวโดยเรือนร่างปรากฏออกมาจากหลุมดำแยกเป็นส่วนๆ หรือภาพคนตัวเล็กๆ ที่กำลังจะทะลุเข้าไปยังตาดำของคนตัวใหญ่กว่าใน ‘Your World’ เรือนร่างแสดงบทบาทออกมาอย่างชัดเจนมากที่สุดในภาพเหล่านี้ เพื่อแสดงออกถึงการเดินทางที่ไม่ใช่การออกไปยังสถานที่อื่น หากแต่เป็นการกลับเข้าไปในตัวเอง จากหลักการที่ว่าเราดำรงอยู่ได้ก็ด้วยความคิด ความจริงทุกสิ่งเกิดขึ้นภายใต้มโนสำนึกที่เรามีต่อโลกภายนอก ซึ่งในทางปรัชญาศาสนาตะวันออก ก็คือ “อัตตา” ความเป็นตัวตนที่หล่อหลอมขึ้นจากจิตใจใต้ร่างกายนั่นเอง

เส้นทางเหล่านี้ทำหน้าที่สื่อสารที่มากไปกว่าจุดตัด ศิลปินไม่ได้ตั้งคำถามและให้คำตอบให้ผู้ชม แต่นำเสนอสาระของการเชื่อมโยงพื้นที่ภายในและภายนอกตัวตนของมนุษย์ที่เป็นความจริงสากล และสามารถตระหนักได้โดยการคิดคำนึงที่ลึกซึ้งมากขึ้นอีกนิด ซึ่งนำไปสู่การตระหนักถึงความหมายของการเป็นมนุษย์ต่อไป

พื้นที่

สถานะสุดท้ายของหลุมดำกินความหมายกว้างขวางมากที่สุดเช่นเดียวกันกับขนาดของมัน ในหลายๆ ภาพเราจะเห็นหลุมนั้นแปรสภาพไปเป็นบ่อหรือสระน้ำสีทอง มีคนตัวเล็กๆ มารวมตัวทำกิจกรรมกันโดยมองเห็นได้จากมุมกว้างหรือมุมสูง

อย่างผลงาน ‘The Golden Pool’ ซึ่งเป็นภาพที่เคยปรากฏอยู่บนกำแพงที่นิวยอร์กมาก่อน ภาพนี้มีความพิเศษตรงที่หลุมดำได้แปรเปลี่ยนไปเป็นสระว่ายน้ำสีทองอร่าม ศิลปินใช้มันเป็นสัญลักษณ์แทนสังคมเมืองสมัยใหม่ที่มีความเจริญทางวัตถุก้าวล้ำ จนทำให้คนยุคใหม่มุ่งแสวงหาเพียงความสำเร็จทางการเงิน สีทองเป็นสีที่สื่อถึงความมั่งคั่งร่ำรวย สระน้ำสีทองจึงหมายความถึงการดำผุดดำว่ายอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเรื่อยไป ในอีกแง่หนึ่ง ผลงานชิ้นนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความหลากหลาย กลุ่มคนที่รายรอบสระน้ำมันมีทั้งคนผิวขาวและผิวสี เสมือนสังคมพหุวัฒนธรรมที่ประกอบไปด้วยผู้คนมากมายที่เต็มไปด้วยความแตกต่างทางกายภาพและวิถีชีวิต ส่วนลักษณะการแหวกว่ายที่ไม่เหมือนกันก็สื่อความถึงเจตจำนงที่กระจัดกระจาย

แรงบันดาลใจของผลงานในลักษณะนี้จึงมักเป็นสิ่งที่ได้มาจากภายนอกเป็นหลัก หลุมดำทำหน้าที่เสมือนพื้นที่รองรับความแตกต่าง ความหลากหลาย ในประเด็นที่กลืนกลายความเป็นตัวตนไปสู่บริบททางสังคมอันซับซ้อน การปรากฏขึ้นของคนตัวเล็กๆ จำนวนมากจนแน่นขนัดไปทั่วทั้งชิ้นงานนั้นแสดงถึงการดำรงอยู่ที่เล็กกระจิริดของเราในโลกอันกว้างขวาง ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งที่อาจจะไม่มีความสามารถเพียงพอในการปรับเปลี่ยนสถานการณ์ไม่สมประกอบได้ เพียงว่ายวนเวียนอยู่ในวงจรเท่านั้น

ปรากฏการณ์ต่างๆ ในภาพของก้องกานเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ทั้งตนเอง คนรอบข้าง และสภาวะโลกภายนอก ก่อนจะนำเสนอแนวทางที่ควรจะเป็นตามความคิดเห็นของเขา เพื่อสร้างสรรค์ออกมาเป็นภาพวาด การสมมติสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างความคิดนี้จำเป็นต้องอาศัยสิ่งเชื่อมต่อเข้ากับความเป็นจริง หลุมดำจึงทำหน้าเป็นเสมือนสัญลักษณ์ในการเชื่อมต่อ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือการเปิดเผยโลกทัศน์ของศิลปิน ความเป็นไปได้ของหลุมดำเหล่านี้จึงนำสู่การเกิดขึ้นของจุดตัด เส้นทาง หรือพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป กลวิธีแปรผันตามความเหมาะสมของประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา หนึ่งเรื่องต่อหนึ่งภาพ ซึ่งนั่นก็ทำให้สารที่ศิลปินต้องการจะสื่อมีความเรียบง่ายไม่ต่างไปจากลายเส้นและสีสันสบายตาที่เขาเลือกใช้

ท้ายที่สุด เราอาจกล่าวได้ว่าการเทเลพอร์ตหรือการเดินทางที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้หมายความถึงการหลีกลี้หนีความจริงจากสิ่งที่เป็นปัญหาแต่อย่างใด และมันก็ไม่ใช่การเดินทางที่จำเป็นต้องมีจุดมุ่งหมายไปที่ใดที่หนึ่งเสมอไป แต่ในแง่ที่สำคัญที่สุดก็คือการเดินทางของความคิด ความหวัง และความฝันของศิลปิน จากจิตใจของเขาสู่ผืนผ้าใบหรือวัสดุอื่นใดที่ทำการรองรับงานทัศนศิลป์อันเรียบง่าย ทว่ามั่นคงในแง่ของการพยายามสื่อสารความหมาย ดังที่ก้องกานได้บอกกับเราไว้ว่า

“ผมคิดว่ามัน (การเทเลพอร์ต) ไม่ได้เป็นการหนีปัญหา แต่คิดว่ามันเป็นการที่เราจะมีความหวังเอาไว้ก่อน เพราะถ้าไม่มีความหวัง อะไรดีๆ เหล่านั้นมันก็อาจไม่เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเราคิดว่ามันน่าจะเกิด มันก็มีความเป็นไปได้”

 

*TELEPORT Exhibition by Gongkan ยังจัดแสดงถึงวันที่ 15 มิถุนายนนี้ ที่ Warehouse30


About the Author

anaras



Back to Top ↑