Events

Published on February 5th, 2018 | by anaras

0

The Enmeshed

by Various Artists

November 22 – December 24, 2017
at Art Centre, Silpakorn University

“ความรุนแรง” เป็นนิยามที่หลายคนคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีเมื่อกล่าวถึงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คนไทยรุ่นปัจจุบันแทบทุกคนล้วนเติบโตขึ้นมาพร้อมกับคำว่า “กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ” “การวางระเบิด” หรือ “การเสียชีวิต” คีย์เวิร์ดเหล่านี้ปรากฏผ่านสื่อต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี บางช่วงคุกรุ่นรุนแรง บางช่วงเงียบหาย เสมือนภูเขาไฟที่ไม่เคยดับสนิท เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ได้กลายเป็นพื้นที่ “สีแดง” ทั้งในแง่ความมั่นคงของรัฐและความมั่นคงของความรู้สึกในใจคนไทยส่วนใหญ่ไปเสียแล้ว

ทว่า ข่าวสารเหล่านั้นอาจไม่ใช่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริง สิ่งที่เรารับรู้เปรียบเสมือนยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่เหนือน้ำเพียงเสี้ยวหนึ่ง ที่มาของปัญหาในพื้นที่เป็นสิ่งที่ถูกบิดเบือนหรือทำให้ลืมโดยกระบวนการต่างๆ ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นข้อเรียกร้องในการแบ่งแยกดินแดน กลุ่มอาชญากร การค้ายาเสพติด ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในบริเวณพรมแดนไทย – มาเลเซีย หรือแม้แต่นัยทางการเมืองระดับประเทศที่ส่งผลโดยอ้อม ปัจจัยเหล่านี้ช่วยกันหล่อหลอมให้ยอดของภูเขาน้ำแข็งพุ่งสูงและแหลมคมขึ้นเรื่อยๆ

ความตั้งใจที่ต้องการจะสลายมโนทัศน์อันพร่าเลือนเป็นหนึ่งในเป้าหมายของนิทรรศการ ‘The Enmeshed’ Rai.D Collective ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของนักกิจกรรมทางสังคม นักมานุษยวิทยา กลุ่มคนทำงานศิลปะร่วมสมัย นักกิจกรรมทางสังคมและการเมือง ตลอดจนคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดน ร่วมกันนำเสนอผลงานศิลปะจากศิลปินรุ่นใหม่ 5 คน และผลงานจากคนในพื้นที่อีก 3 ชุด บอกเล่าความรู้สึกของปัจเจกบุคคลที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ท่ามกลางความไม่สงบอันยืดเยื้อนั้น

นิทรรศการจึงเริ่มต้นด้วยบทบรรยายเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไล่เรียงตั้งแต่ทศวรรษ 2490 จนกระทั่งปัจจุบัน บอร์ดเล่าเรื่องเหตุการณ์ต่างๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างของหอศิลป์ เป็นการสื่อให้เห็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจนกระทั่งปัจจุบัน ช่วยปูพื้นฐานให้ผู้ชมได้เห็นว่าแท้จริงแล้วคนในพื้นที่กำลังเผชิญกับอะไรอยู่กันแน่ สิ่งหนึ่งที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดตามไทม์ไลน์เหล่านี้คือความพยายามในการใช้อำนาจของรัฐไทยในการควบคุมแกนนำและกลุ่มคน ด้วยกฎหมายและนโยบายจากส่วนกลางเป็นหลัก

ถัดมาในห้องจัดแสดงแรก จิตรกรรมสื่อผสมขนาดเล็กใส่กรอบกระจกแขวนเอาไว้บนผนังตอบสนองต่อบอร์ดข้อมูลที่ผู้ชมเพิ่งได้ซึมซับไปเมื่อสักครู่ อนุวัฒน์ อภิมุขมงคล ศิลปินปัตตานีนำภาพถ่ายเพื่อนสนิทของเขาที่เป็นกะเทยมาเป็นพื้นหลัง แล้วใช้ปากกา สีอะคริลิก และดินสอ เติมแต่งเครื่องแต่งใบหน้า เครื่องแต่งกาย หรือองค์ประกอบฉากอื่นๆ ให้กับภาพ ขีดเขียนข้อความภาษาไทยเอาไว้ซ้อนทับลงไปจนเต็มแน่น สิ่งที่ศิลปินเพิ่มเข้าไปทั้งหมดนั้นล้วนเชื่อมโยงไปที่ “ความเป็นไทย” ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงปลุกใจแบบไทยๆ หรือข้อความแสดงความรักชาติ

ผลงานชื่อว่า ‘ออกเสียงเป็นไทย’ นี้คือการตั้งคำถามถึงกระบวนการที่รัฐปลูกฝังความเป็นไทยแบบกระแสหลักอันมีองค์ประกอบที่ต้องยึดมั่นเพียงสามอย่าง คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะศาสนา แม้จะมีบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญถึงสิทธิในการนับถือศาสนาของประชาชน ทว่าเราต่างรู้กันดีว่ามีเพียงศาสนาเดียวเท่านั้นที่ถูกใช้แทนความเป็นไทย ทั้งในบริบทภายในและภายนอกประเทศ พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาหลักของประชากรจึงมักถูกปฏิบัติการต่างๆ ของรัฐในการจำกัดสิทธิการแสดงออก อย่างมาตรการจำกัดหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียนเอกชนให้เป็นไปตามแบบอย่างที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดเมื่อปี พ.ศ. 2492 โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ‘ปอเนาะ’ หรือโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม ไปจนกระทั่งการบังคับให้มีการใช้ภาษาไทยในการเรียนการสอน แทนที่ภาษายาวีอันเป็นภาษาถิ่น

ผลงานของอนุวัฒน์ไม่ได้จัดแสดงอย่างโดดเดี่ยว ภายในห้องจัดแสดงเดียวกันยังมีหน้าจอฉายวิดีโอสัมภาษณ์คนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักกิจกรรม และนักวิชาการ ถึงความคิดเห็นที่พวกเขามีต่อสถานการณ์ความรุนแรงและบทบาทของรัฐในการจัดการปัญหา รวมไปถึงสิ่งที่พวกเขาได้ทำ มุมมองต่างๆ จากภายในเหล่านี้ช่วยสนับสนุนความชอบธรรมของผลงานศิลปะที่จัดแสดงเคียงข้างกันได้เป็นอย่างดี

ณ โถงทางเดินชั้นสอง ผู้ชมได้รับการเชื้อเชิญให้นั่งลงบนเสื่อน้ำมันสีสดใส โต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กวางอยู่กลางห้องประดับแจกันดอกไม้ ประหนึ่งห้องนั่งเล่นเล็กๆ บนจอโทรทัศน์เบื้องหน้าฉายภาพยนตร์สั้นแสดงฉากสตรีมุสลิมคนหนึ่งกำลังขับรถจักรยานยนต์ไปตามถนน ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ และทิวทัศน์ร่มรื่นสองข้างทาง แต่เมื่อผ่านไปสักระยะก็ต้องหยุดรถเนื่องจากมีการตั้งด่านความมั่นคงของทหาร ด่านแล้วด่านเล่าปรากฏอยู่เรื่อยๆ ตามรายทางที่เธอขับผ่าน ใบหน้าอันเรียบเฉยของทั้งสตรีชาวมุสลิมและทหารที่ด่านสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นั้นเป็นเรื่องธรรมดาสามัญในชีวิตประจำวันของพวกเขา

ภาพยนตร์สั้นชุดนี้เป็นผลงานของ ปาตานี ฟอรั่ม กำกับโดย นราสิทธิ์ เกษาประสิทธิ์ เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลงานจากคนในพื้นที่เช่นกัน การตั้งชื่อเรื่องว่า ‘โหดร้าย’ ซึ่งตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับบรรยากาศภาพและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเนื้อเรื่อง กำลังบอกเราว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เห็นว่าสงบและสวยงามนั้น แฝงไปด้วยนัยอันรุนแรงบางอย่าง

ในเชิงหลักการ ด่านคือสิ่งที่ต้องมีไว้เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น เป็นการคัดกรองกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ บุคคลที่น่าสงสัยจะถูกตรวจสอบว่าพกพาอาวุธหรือไม่ ซึ่งก็ดูจะสมเหตุสมผลเป็นอย่างดีเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการคงอยู่ของด่านยังส่งผลต่อชีวิตประจำวันของคนทั่วไป ความเหมาะสมของการมีอยู่ของมันเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามอยู่เสมอ ว่าแท้จริงแล้วด่านสนับสนุนให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้นหรือไม่ กำลังทหารที่กระจายอยู่เต็มพื้นที่และกำลังควบคุมวิถีชีวิตของชาวบ้านในทุกขณะ เป็นการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว หรือเป็นเพียงอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจเพื่อสร้างความชอบธรรมภายใต้นิยามความมั่นคงที่สถาปนาโดยรัฐ

กล่าวได้ว่า ผลงานที่ผ่านมาทั้งการออกเสียงเป็นไทยและด่านล้วนแสดงให้เห็นถึงอำนาจของรัฐที่ครอบคลุมพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างตรงไปตรงมา การวิพากษ์ดังกล่าวแฝงซ่อนกลวิธีในการสร้างความเข้าใจให้กับผู้ชมในเบื้องต้น ซึ่งจะแตกต่างกันกับผลงานในกลุ่มถัดไปที่จะเน้นการแสดงออกของความรู้สึกส่วนตัวของศิลปินมากขึ้น โดยเชื่อมโยงกับแง่มุมทางศาสนา ชีวิต และจิตวิญญาณ

ม่านโปร่งแสงสีน้ำเงิน ชมพู และขาว หลายผืนแขวนตัวอยู่กลางห้อง บนพื้นผิวมีรอยขยุกขยิกที่ดูคล้ายกับตัวอักษรอาหรับ ทั้งหมดสะบัดพลิ้วเบาๆ ตามแรงลมที่พัดมาจากเครื่องปรับอากาศ จนดูคล้ายคลื่นน้ำทะเลกำลังซัดสาด เป็นผลงานศิลปะจัดวางจากศิลปนิพนธ์ระดับปริญญาตรีของ มัรนีย์ แมแล ศิลปินรุ่นใหม่จากนราธิวาส นำเสนอเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่สัมพันธ์กับธรรมชาติ ด้วยการอุปมาการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเสมือนคลื่นน้ำที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ศิลปินสร้างบรรยากาศของทะเลให้สมจริงขึ้นด้วยการติดตั้งเครื่องเสียงเอาไว้ให้ผู้ชมสามารถฟังเสียงคลื่นจากหูฟังที่แขวนอยู่บนผนัง

‘ความงามและการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา’ เป็นผลงานที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับงานชุดแรกที่เราได้รับชมกันมา การวิจารณ์การดำเนินงานของรัฐสลายตัวไปอย่างหมดจด ลักษณะแขวนลอยของผืนผ้าม่านบางเบากลางอากาศแสดงสภาวะไร้พันธนาการ การเคลื่อนไหวแผ่วค่อยแสดงสภาวะไร้กรอบเกณฑ์ตายตัว แต่เชื่อมโยงไปถึงบริบทของสภาพแวดล้อมเฉพาะตัวของพื้นที่แทน ดังภาพถ่ายคลื่นที่ใส่กรอบติดเอาไว้บนผนังไม่ไกลกัน ศิลปินได้สอดแทรกตัวตนของเธอลงไปด้วยรูปทรงตัวอักษรภาษาอาหรับที่เส้นสายดูกลมกลืนเสมือนคลื่นน้ำ ตัวอักษรที่ถูกใช้ในการจารจดพระคัมภีร์อัลกุรอานอันเปรียบเสมือนพระวัจนะของพระเจ้า มุสลิมทุกคนจะต้องศึกษาการเขียนและอ่านภาษานี้ตั้งแต่เด็ก กระบวนการเหล่านี้สะท้อนถึงลักษณะเฉพาะตัวของศาสนาอิสลามที่ชีวิตทางโลกเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตทางธรรม

ศิลปินอีกคนหนึ่งนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับความงามที่เชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเช่นกัน อาหามะ สาอิ เติบโตขึ้นในชุมชนมุสลิมและเคยศึกษาในโรงเรียนปอเนาะมาตั้งแต่เด็ก ความศรัทธาในศาสนาอิสลามของเขาจึงมีมากเป็นพิเศษ ในผลงานชุด ‘ความงามของเอกภพ’ นี้ ผู้ชมจะพบกับลวดลายนามธรรมจำนวนมาก ประดับลงบนผืนผ้าใบสีดำจากกรรมวิธีการพิมพ์ลายด้วยแม่พิมพ์ที่จัดแสดงไว้ในตู้กระจก เนื่องจากศาสนาอิสลามมีข้อห้ามไม่ให้สร้างรูปบุคคลใดๆ ลายเรขาคณิตจึงเป็นเอกลักษณ์ที่พบได้ทั่วไปในศิลปะและสถาปัตยกรรมอิสลาม

ศิลปินวางลวดลายเหล่านี้ลงบนฉากหลังจักรวาลหลากสีสัน ความเวิ้งว้างดำมืดที่ถูกเติมเต็มด้วยลวดลายอันวิจิตรนอกจากจะสื่อถึงสุนทรียภาพของความงามแบบศิลปะอิสลาม ยังเชื่อมโยงไปถึงพระผู้เป็นเจ้าที่ศิลปินยึดมั่น ในขณะเดียวกันก็เปรียบเสมือนการเปิดมุมมองใหม่ให้กับผู้ชม มุมมองที่ศิลปินเชื่อและมองเห็นผ่านตัวตนภายในของเขา “ผมหวังว่าผลงานชิ้นนี้จะสร้างข้อถกเถียงที่สามารถนำไปถ่วงดุลระหว่างสิ่งที่ผู้คนรับรู้จากข่าวสารกับความเป็นจริง”

ผละจากประเด็นทางศาสนา ตัวตนของศิลปินปรากฏอย่างชัดเจนมากขึ้นยิ่งกว่า อัมรู ไทยสนิท ใช้ตัวเขาเองเป็นผู้แสดงหลักในงานวิดีโอจัดวางชื่อว่า ‘สัญลักษณ์จากความรู้สึก’ ภายในห้องมืด ผู้ชมจะพบหน้าจอขนาดใหญ่กางกั้นเอาไว้เบื้องหลังรถเข็นบรรจุก้อนดินจนเต็ม เนื้อหาของวิดีโอที่ฉายวนอยู่เริ่มจากการที่ศิลปินตั้งกล้องถ่ายตัวเองขณะกำลังขุดดินที่สนามหญ้าข้างบ้าน เป็นหลุมสามหลุมรูปร่างเหมือนกระสุนปืน ขนาดใหญ่พอที่คนจะลงไปนอนได้ และในตอนท้ายเมื่อหลุมทั้งสามเสร็จสมบูรณ์ ศิลปินก็ลงไปนอนนิ่งสงบอยู่ภายในหลุมหนึ่ง

กลิ่นอายของความตายเป็นสิ่งที่ผู้ชมสัมผัสได้อย่างไม่ยากนัก การขุดดินที่เหมือนกับการขุดหลุมศพ รูปทรงของหลุมที่เหมือนกระสุนปืน และการลงไปนอนแน่นิ่งอยู่ภายในหลุม สัญลักษณ์ทั้งหมดสื่อไปยังผลของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ นำมาซึ่งการเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมากในแต่ละปี ศิลปินต้องการกล่าวถึงเพื่อน ญาติพี่น้อง หรือคนรู้จักที่ต้องจบชีวิตลงไป นำมาซึ่งความสะเทือนใจต่อการสูญเสีย การต้องอยู่กับความคิดที่ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวหรือตัวเขาเองเมื่อไร ก่อให้เกิดผลงานที่เปรียบเสมือนการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แฝงอยู่ในบริบทของการกระทำทุกขั้นตอน โดยเฉพาะเมื่อการขุดหลุมศพด้วยตนเอง อีกนัยก็คือการยอมรับว่าความตายนั้นเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเขามากขนาดไหน สอดคล้องกับความรู้สึกไม่มั่นคงของชีวิตของปัจเจกบุคคลในพื้นที่นั่นเอง

ผลงานชุดสุดท้ายของนิทรรศการนำเสนอภาพปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และคนกับพื้นที่ โดยใช้แกะเป็นตัวละครหลัก ภาพยนตร์สารคดีขนาดสั้นชิ้นนี้นำเสนอภาพแกะเร่ร่อนหลายตัวตามสถานที่ต่างๆ ในชุมชุนรูสะมิแล จังหวัดปัตตานี ในขณะเดียวกันก็เผยให้เห็นสภาพสังคมและวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลงานของ สมัคร์ กอเซ็มใช้สัตว์เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงนัยอันหลากหลายที่ดำเนินไปในโลกแห่งความเป็นจริงและสื่อ กล่าวคือ แกะเปรียบเสมือนผู้บริสุทธิ์ หรือคนธรรมดาสามัญที่ตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของความขัดแย้ง ทว่าการดำรงอยู่ของแกะในพื้นที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากความรุนแรง พวกมันยังคงเดินไปเดินมา ใช้ชีวิตกันอย่างปกติ สะท้อนให้เห็นสภาวะอันสงบนิ่งของสภาพแวดล้อมในพื้นที่ ซึ่งดูจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับภาพของความรุนแรงที่ปรากฏผ่านสื่อกระแสหลัก

‘แกะ’ ได้พาผู้ชมกลับมาสู่จุดเริ่มต้น วนกลับมาสู่ปัญหาในการนิยาม “ความรุนแรง” ที่เกิดขึ้น ผลงานจากศิลปินและคำบอกเล่าของคนในพื้นที่ดูเหมือนกำลังนำเสนอสารที่แตกต่างออกไปจากที่เราเคยรับรู้ โดยเฉพาะในเรื่องของความไม่สงบที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการดำเนินนโยบายของรัฐไทย ทว่าก็ยังมีประเด็นที่ดูจะยังขาดหายไป อย่างการนำเสนอแง่มุมของผู้คนในศาสนาอื่น แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมอิสลามอันแข็งแกร่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความหลากหลายของชาติพันธุ์ ทั้งกลุ่มคนไทย จีน และมลายู ตัวนิทรรศการยังคงมุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนผู้นับถือศาสนาอิสลามแต่เพียงอย่างเดียว จึงทำให้ไม่เห็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวของสังคมที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติมาตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี การนำเสนอประเด็นดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนมิติทางสังคมที่กว้างขวางมากขึ้น ไม่จำกัดแต่เพียงสังคมมุสลิมเท่านั้น และจะยิ่งช่วยตอกย้ำให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ได้ส่งผลแต่มุสลิม แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงสังคมในทุกระดับ

 ‘The Enmeshed’ ถือว่าเป็นนิทรรศการที่แตกต่างออกไปหากคำนึงถึงแวดวงศิลปะร่วมสมัยกระแสหลักในประเทศกรุงเทพมหานคร การถ่ายทอดภาพของสังคมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านผลงานศิลปะร่วมสมัยที่บ้างก็กล่าวอย่างตรงไปตรงมา บ้างก็ใช้กลวิธีอุปมาผ่านองค์ประกอบศิลป์ ทุกคนกำลังพูดถึงประเด็นเดียวกัน นั่นคือปัญหาที่เรื้อรังมาเป็นเวลาหลายสิบปี ผู้คนในพื้นที่ไม่ได้มีใครเลือกอยากจะ “ติดพัน” (enmesh) อยู่ในวังวนเหล่านี้ วังวนของพื้นที่สีแดงที่ยังคงรอคอยการแก้ปัญหาอย่างจริงจังและจริงใจ มิใช่เอาแต่ผลักดันไปไกลจนติดชายขอบ.

 


About the Author

anaras



Back to Top ↑