Events

Published on May 17th, 2018 | by anaras

0

The Fable of Braying, Chirping, and Sizzling Sound

 

People’s Gallery, Bangkok Art and Culture Center
5 – 27 พฤษภาคม 2018

 

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ลากำลังเล็มหญ้าหาอาหารอยู่แถวชายป่า มันได้ยินเสียงกรีดร้องไพเราะของจิ้งหรีดลอยมาตามลม ด้วยความที่ตัวมันเองไม่สามารถทำเสียงเช่นนั้นได้ มันจึงถามจิ้งหรีดไปว่ากินอะไรเล่าเธอเสียงจึงได้สวยใสขนาดนี้ จิ้งหรีดตอบว่าเรากินแค่น้ำค้างตามยอดหญ้าพวกนี้แหละ ลาได้ยินดังนั้น จึงหวังใจว่าจะสามารถส่งเสียงสวยๆ แบบจิ้งหรีดได้บ้าง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มันจึงก้มหน้าก้มตาเลียกินแต่น้ำค้างเพียงอย่างเดียว ในที่สุด มันก็ขาดอาหารตาย”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การกระทำอะไรที่ผิดวิสัยหรือผิดธรรมชาติของตนเองอาจให้โทษได้”

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในช่วงกลางหน้าร้อน เหล่ามดงานกำลังเก็บสะสมอาหารเอาไว้สำหรับหน้าหนาว ทว่าจิ้งหรีดที่มองดูอยู่ใกล้ๆ กลับดูถูกว่ามดพวกนี้เอาแต่ทำงานตรากตรำเพื่ออะไรที่ยังมาไม่ถึง จนไม่มีเวลาหาความสุขให้กับชีวิต มดก็บอกว่าที่ทำแบบนี้เพราะในหน้าหนาวอาหารหายาก เราจึงควรเตรียมตัวเอาไว้แต่เนิ่นๆ จิ้งหรีดฟังแล้วก็ไม่เชื่อ ยังคงเที่ยวเล่นสนุกสนานส่งเสียงร้องเพลิดเพลินต่อไป เมื่อลมหนาวมาเยือน หิมะปกคลุมทุกหย่อมหญ้า พืชพันธุ์ต่างๆ ไม่มีเหลือให้จิ้งหรีดหากินอีกต่อไป ด้วยความอดอยาก มันจำต้องบากหน้าไปขออาหารประทังชีวิตจากเหล่ามดที่หยุดงานพักผ่อนท่ามกลางกองอาหารที่เก็บสะสมมาตลอด จิ้งหรีดสำนึกได้ว่ามันควรจะกระทำอย่างพวกมดก็เมื่อสายเกินไปเสียแล้ว เพราะในที่สุด มันก็อดตาย”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย”

 

เชื่อแน่ว่าหลายๆ คนต้องเคยได้ยินเรื่องเล่าสองเรื่องนี้มากันบ้าง นิทานอีสปสุดคลาสสิคที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องเล่าให้ลูกๆ ฟังก่อนนอนสองเรื่องนี้ล้วนแฝงไปด้วยข้อคิดสอนใจมนุษย์ ผ่านการเปรียบเปรยด้วยสัตว์นานาชนิด ดำเนินเรื่องอย่างเรียบง่ายผ่านเงื่อนไขไม่กี่ข้อ ทำให้เรื่องของนักเล่านิทานชาวกรีกโบราณผู้นี้เป็นวรรณกรรมมุขปาฐะเพียงไม่กี่เรื่องที่ยังคงถูกแพร่หลายต่อมานับพันปี

แต่ไม่ใช่เพียงการเล่าต่อแบบเฉยๆ นิทรรศการเดี่ยวของศิลปินหญิง ลลินธร เพ็ญเจริญ เลือกใช้เนื้อหาบางส่วนจากนิทานทั้งสองมารวมกันเป็นเรื่องเดียว และถ่ายทอดเนื้อหาต่างๆ ออกมาในงานศิลปะร่วมสมัย ตามแนวทางที่เรียกว่า “การหยิบยืม” (Appropriation) โดยเธอได้ดัดแปลงเรื่องราวเสียใหม่ ให้จิ้งหรีดในนิทานทั้งสองนั้นเป็นตัวละครเดียวกัน ผ่านเหตุการณ์ทั้งสองตามลำดับเวลา ผลงานหลักของนิทรรศการจึงเป็นภาพวาดที่ของสัตว์ทั้งชนิดและฉากต่างๆ ที่ปรากฏตามนิทาน เสมือนการวาดภาพประกอบ

ความน่าสนใจของนิทรรศการอยู่ที่แนวคิดในการสร้างสรรค์สื่อ ศิลปินมิได้ใช้การทำงานศิลปะในการวาดภาพประกอบเพียงอย่างเดียว แต่อาศัยหลักการทางชีววิทยาเข้ามาร่วมด้วย ภาพสเก็ตช์ด้วยดินสอและลงสีสันสวยงามที่ตัวจิ้งหรีด ลา และมด เหล่านี้ล้วนเต็มไปด้วยละเอียดตามหลักกายวิภาคอย่างถูกต้อง อันเป็นผลมาจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง ซึ่งศิลปินก็ได้นำ “หลักฐาน” ที่แสดงถึงกระบวนการศึกษาที่เกิดขึ้นนั้นมาแสดงให้ผู้ชมเห็นอย่างแจ่มแจ้ง ในตู้กระจกหนึ่งเดียวภายในห้องนิทรรศการ ภาพถ่าย แว่นขยาย กล้องจุลทรรศน์ ภาพสเก็ตช์ หรือแม้กระทั่งกล่องเก็บตัวอย่างจิ้งหรีดของจริง ถูกจัดวางเอาไว้อย่างประณีตเพื่อแสดงให้เห็นขั้นตอนการทำงานเบื้องหลังของศิลปิน ว่ามันมีความจริงจังมากเพียงใด

“จุดบรรจบระหว่างศิลปะกับวิทยาศาสตร์” (The intersection of art and science) คือนิยามที่ศิลปินกล่าวอ้างถึงในแถลงการณ์แนวความคิดของนิทรรศการชุดนี้ ในทีแรก แม้มันอาจชวนให้เรานึกไปถึงความสัมพันธ์อีกแบบหนึ่งของศิลปะและวิทยาศาสตร์ อย่างการสร้างงานศิลปะด้วยเทคโนโลยีสื่อสมัยใหม่ต่างๆ (New Media Art) ที่กำลังรุ่งเรืองในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานี้ก็ตาม แต่ก็เห็นได้ชัดว่านั่นเป็นคนละความหมายกับที่ศิลปินเลือกใช้ ศิลปะและวิทยาศาสตร์ของลลินธรในที่นี้ อันที่จริงต้องเรียกว่าเป็นการต่อยอดที่ไม่ได้เป็นไปในเชิงเทคนิค หากแต่เป็นไปในลักษณะของการสื่อความหมายมากกว่า ดังที่เรามักได้ยินกันว่าแท้จริงแล้วศิลปะและวิทยาศาสตร์ล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ “การสร้างภาพแทน” (representation) ของโลกแห่งความจริง การระลึกรู้ถึงสิ่งต่างๆ แวดล้อมรอบตัวคือจุดตั้งต้น ในทางศิลปะการสร้างภาพแทนปรากฏออกมาเป็นจิตรกรรม ประติมากรรม หรือก็งานทัศนศิลป์ที่พยายามเลียนแบบธรรมชาติ ส่วนวิทยาศาสตร์ภาพแทนความจริงคือชุดคำอธิบาย คือทฤษฎีต่างๆ ที่ผ่านการสังเกตการณ์และพิสูจน์ด้วยเทคนิควิธีการต่างๆ ออกมา ในขณะเดียวกัน ทั้งสองศาสตร์ก็แยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อคำนึงถึงความแตกต่างเชิงกระบวนทัศน์ในการสำรวจความเป็นจริง วิทยาศาสตร์พยายามดำรงตนอยู่ในพื้นที่ของความเป็นกลางแบบภววิสัย (objective) ในขณะที่ศิลปะจำต้องได้รับอิทธิพลจากผู้สร้างด้วยจึงจะสามารถถ่ายทอดตัวมันเองออกมาได้ จึงมีความเป็นภววิสัย(subjective)

การสร้างสภาวะที่เป็น “จุดบรรจบระหว่างศิลปะและวิทยาศาสตร์” สามารถเกิดขึ้นได้จริงด้วยความพยายามเล็กๆ น้อยๆ ของผู้ที่จำเป็นต้องเข้าใจในทั้งสองศาสตร์ สำหรับในนิทรรศการครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดบนผนัง วิดีโอบันทึกภาพและเสียงของสัตว์ หรือตู้กระจกจัดวางสิ่งของ ทั้งหมดนี้คือรูปแบบการสื่อความหมายเพื่ออธิบายให้เข้าใจถึงกระบวนการที่มาของการสำรวจความเป็นจริงในโลกรอบตัว เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ผลงานที่แท้จริงของศิลปินก็คือการสังเกตการณ์ทางชีววิทยานี้ต่างหาก เมื่อกระบวนการสร้างสำคัญกว่าจุดมุ่งหมาย ผลงานทั้งหมดที่รวมกันเป็นงานศิลปะจัดวาง จึงทำหน้าที่เป็นสื่อในการบอกเล่าเรื่องราวในโลกแห่งความจริง

แต่หากจะกล่าวอย่างง่ายๆ ว่าสิ่งจัดแสดงในห้องนิทรรศการคือสื่อที่ถ่ายทอดความหมายของปฏิบัติการทางศิลปะเท่านั้นก็ดูจะยังไม่ครอบคลุมประเด็นทั้งหมด เนื่องจาก “ที่มาและความสำคัญ” ของการสร้างสรรค์ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่น่าสนใจมากกว่า ในอีกด้านหนึ่งที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์และไม่ใช่ชีววิทยา ศิลปะของลลินธรก่อร่างขึ้นจากนิทานอีสปที่มีเนื้อหาเป็นอุปมานิทัศน์ (allegory) ประเภทหนึ่ง การที่ศิลปินเลือกนิทานมาเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาต่อไป เป็นประเด็นที่ทำให้ปฏิบัติการทางศิลปะมีความลุ่มลึกมากขึ้น และในที่สุด มิติของงานศิลปะร่วมสมัยได้กำเนิดขึ้นจากการวางกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เอาไว้บนฐานแนวคิดดังกล่าว อันมีหน้าที่เป็นตัวบทของนิทรรศการนั่นเอง

การวิเคราะห์ตัวบทจึงเป็นประเด็นหลักที่เราควรให้ความสนใจมากที่สุดในลำดับต่อมา ไม่น้อยไปกว่าการคำนึงถึงการปะทะประสานระหว่างศิลปะและวิทยาศาสตร์ เพราะท้ายที่สุดแล้วผลงานศิลปะจัดวางต่างๆ ที่สื่อความหมายถึงกระบวนการสร้างสรรค์ ล้วนต้องอาศัยการตีความตัวบทเพื่อนำไปสู่คุณค่าและความหมายของการเป็นศิลปะร่วมสมัย

สำหรับนิทานเรื่องนี้ ก็เช่นเดียวกันกับนิทานอีสปเรื่องอื่นๆ ที่ใช้ภาพพจน์แบบ “บุคคลวัต” (personification) หรือการเปรียบเปรยสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ ให้มีอาการอย่างมนุษย์ นิทานอีสปเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดตัวอย่างหนึ่งของการใช้แนวคิดดังกล่าวในการสื่อสารสาระที่แท้จริง หรือก็คือเหล่าข้อคิดต่อท้ายต่างๆ แต่แทนที่จะใช้บุคคลสมมติ เรื่องเหล่านั้นกลับใช้สัตว์เป็นตัวดำเนินเรื่องแทน ซึ่งการเลือกใช้สัตว์แต่ละชนิดในนิทานอีสปนั้นไม่ใช่สักแต่ว่าเป็นสัตว์อะไรก็ได้ สัตว์ที่ได้รับบทบาทในแต่ละเรื่องจะมีลักษณะทางชีวภาพบางอย่างที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของมันในสายตามนุษย์ อย่างในกรณีของสัตว์สามชนิดนี้ ลา คือ สัตว์ที่โง่เขลาและอดทน มด คือ สัตว์ที่ขยันขันแข็ง ทำงานอย่างมีระบบ และจิ้งหรีด คือ สัตว์ที่หยิ่งผยองในความสามารถพิเศษของตนเองและรักสนุก ทั้งที่อันที่จริงแล้ว การกระทำของสัตว์เหล่านี้เป็นไปตามสัญชาติญาณในการเอาตัวรอดของมัน โดยยังไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆ ถึงความ “ตั้งใจ” ที่เหมือนกับการเกิดพฤติกรรมต่างๆ ในมนุษย์

การอุปมาว่าสัตว์สามารถมีจิตสำนึก เจตจำนง หรือคุณลักษณะใดๆ ก็ตามที่เหมือนมนุษย์นั้นเรียกว่า “มานุษยรูปนิยม” (Anthropomorphism) และไม่เฉพาะสัตว์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสิ่งไม่ชีวิตทุกๆ อย่างอีกด้วย มนุษย์เรามีความสามารถในลักษณะนี้มาตั้งแต่สมัยอดีตกาลยุคแรกเริ่ม ไม่ว่าจะเป็นการที่คนโบราณคิดว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเกิดจากเทพเจ้าที่อยู่เหนือขึ้นไปพิโรธ ก็เป็นหนึ่งในคุณลักษณะของแนวคิดนี้ที่ได้พัฒนาเป็นความเชื่อทางศาสนา เกิดเป็นกลไกในการควบคุมทางศีลธรรมของมนุษย์ หรือแม้แต่เรื่องง่ายๆ ในทุกๆ วันอย่างการที่เราอารมณ์เสียกับคอมพิวเตอร์ที่ทำงานไม่ได้ดั่งใจ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันไม่สามารถรับรู้อารมณ์ของเราได้เลย ในทางจิตวิทยาและมานุษยวิทยา มานุษยรูปนิยมเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของมนุษย์ในการค้นหาตำแหน่งแห่งที่ของตนเองในโลก ด้วยการกำหนดความหมายและการใส่ความเป็นมนุษย์ให้กับสิ่งที่ผ่านเข้ามาในประสบการณ์ของเรา กล่าวคือ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเราและสิ่งที่ไม่ใช่พวกเดียวกับเราจะสามารถเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการทำให้มันมีอะไรบางอย่างที่เหมือนกับเรานั่นเอง

มานุษยรูปนิยมที่ปรากฏในเรื่องเล่าของอีสปจึงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่มนุษย์เราคุ้นชินอยู่แล้ว เมื่อสัตว์ทั้งหลายมีพฤติกรรมที่มนุษย์สามารถทำได้ เราจึงสามารถเข้าใจสารที่ผู้เล่าต้องการได้ไม่ยากนัก ปฏิบัติการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการสร้างภาพแทนความจริงเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น มันคือภาพความจริงที่มุ่งสื่อสารประเด็นเพื่อประโยชน์บางประการ เห็นได้ชัดว่าวัตถุประสงค์ของการเล่านิทานแบบมีคติสอนใจ (parable) เป็นไปเพื่อการสั่งสอน ซึ่งไม่ใช่ในแบบตรงไปตรงมา แต่เป็นการใช้อุปมานิทัศน์ที่ซ้อนอยู่เหนือมานุษยรูปนิยม

‘นิทานแผดเสียง กรีดเสียง และซีซเสียง’ จึงเป็นส่วนผสมที่ลงตัว และเป็นจุดบรรจบของอะไรหลายๆ อย่างมากกว่าที่ศิลปินบอกเอาไว้ว่ามันคือศิลปะกับวิทยาศาสตร์ แต่มันได้แสดงให้เห็นถึงการใช้แนวคิดในการมองโลกแห่งความจริงอย่างหลากหลาย และทำการสื่อความหมายออกมาผ่านผลงานทัศนศิลป์ร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ.


About the Author

anaras



Back to Top ↑