Events

Published on December 20th, 2019 | by anaras

0

The Image of the Buddha

คติการสร้างภาพแทนพระพุทธเจ้าเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาสำรวจและสร้างสรรค์ในงานจิตรกรรมของ รชต ศิริยกุล จิตรกรรุ่นใหม่ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาด้านศิลปะจาก Nanyang Academy of Fine Arts นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทยของเขามีชื่อว่า The Image of the Buddha ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองวาระครบรอบสิบปีของเซรินเดียแกลเลอรี

ชื่อของนิทรรศการมีที่มาจากหนังสือ The Image of the Buddha ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2521 โดยความร่วมมือระหว่างสำนักพิมพ์เซรินเดียและสำนักพิมพ์โคดันฉะ (Kodansha Int’l) และองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เนื้อหากว่าสี่ร้อยหน้าอัดแน่นไปด้วยบทความวิชาการและภาพประกอบอันสวยงาม บอกเล่าเรื่องราวการสร้างภาพแทนพระพุทธเจ้าในวัฒนธรรมต่างๆ

บรรยากาศภายในห้องจัดแสดงนิทรรศการที่เซรินเดียแกลเลอรี

ความน่าสนใจอันดับแรกของผลงานจิตรกรรมในนิทรรศการ The Image of the Buddha คือวิธีการสร้างสรรค์ด้วยเทคนิคงานจิตรกรรมตะวันตกหลังยุคเรอเนสซองส์ โดยเฉพาะวิธีการเขียนแบบสกุลช่างเวนิส ประเทศอิตาลี ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นเทคนิคที่รชตชื่นชอบเป็นการส่วนตัวนับตั้งแต่ศึกษาศิลปะที่สิงคโปร์ ก่อนจะได้เดินทางไปศึกษาอย่างจริงจังกับ ออด เนดรัม (Odd Nerdrum) จิตรกรชื่อดังของนอร์เวย์

จิตรกรแห่งเวนิสถือเป็นจิตรกรกลุ่มแรกๆ ในอิตาลีที่หันมาใช้สีน้ำมันสำหรับวาดภาพ และเลือกวัสดุรองรับหลักเป็นผ้าใบแทนที่จะใช้แผ่นไม้ซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายมากกว่าในช่วงเวลาเดียวกัน รชตกล่าวว่าหัวใจสำคัญของการเขียนภาพสีน้ำมันสกุลช่างเวนิสคือ “การรองพื้น” (grounding) โดยมีวัตถุดิบหลักอย่างปูนที่ได้จากเปลือกหอย (การเขียนสีน้ำมันในปัจจุบันนิยมใช้เกสโซ่ (gesso) เป็นหลัก) เพื่อให้สีที่ทาทับลงไปนั้นมีความแข็งแรงคงทน การรองพื้นนี้จะส่งผลถึงลักษณะของสีที่ทาทับลงไป ตลอดจนเทคนิคต่างๆ ที่นำมาใช้แสดงรายละเอียดของภาพ

ผลงานของรชตแสดงออกอย่างชัดเจนถึงการใช้เทคนิคจิตรกรรมแบบโบราณของโลกตะวันตกเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการรองพื้นอย่างหนา การใช้สีสันแบบสมจริง (local colour) สำหรับการขึ้นรูป สิ่งสำคัญที่สุดซึ่งรชตเน้นย้ำเสมอคือ “ความเรียบง่ายและเป็นอิสระ” เขาปฏิเสธการวาดเลียนแบบภาพถ่ายอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการจัดวางองค์ประกอบ ฉาก หรีอตัวบุคคล รชตจะใช้การจินตนาการจากองค์ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งหมด หรืออาจจะใช้เรือนร่างมนุษย์จริงๆ อย่างตัวเองเป็นแบบในการวาด จุดนี้เองที่เขามองว่าเป็นข้อได้เปรียบหนึ่งของการวาดภาพตามขนบจิตรกรรมโบราณ

ความชัดเจนในเชิงเทคนิคที่เลือกสรรส่งผลต่อการถ่ายทอดตัวบทในภาพวาด แม้ว่าชื่อของนิทรรศการจะหยิบยืมชื่อของหนังสือเชิงวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลปะมาโดยตรง แต่ผลงานเหล่านี้ก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่หลักความเชื่อทางพุทธศาสนาแต่อย่างใด (หรือหากจะมีก็แฝงอยู่เป็นส่วนน้อย) สิ่งที่รชตให้ความสนใจมากที่สุดกลับเป็น “ความเป็นมนุษย์” ของเรื่องราวทั้งหลายที่ส่งต่อกันมานับพันปี

กระบวนการทำงานของรชตเรียกได้ว่ามีจุดเริ่มต้นจาก “ความรู้สึกส่วนตัว” เขาจะคัดเลือกเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งในพุทธประวัติที่ตัวเองรู้สึกประทับใจในความดราม่าของมัน มาขบคิดถึงกลวิธีการนำเสนอออกมาเป็นงานจิตรกรรมตามเทคนิคที่เขาถนัด โดยมิได้คำนึงว่าจะต้องแสดงฉากเหล่านั้นตามขนบงานพุทธศิลป์ อาทิ พระพุทธเจ้าไม่จำเป็นต้องมีพระเกศาเกล้ามวยหรือการแต่งกายของบุคคลในภาพก็ไม่ได้นุ่งผ้าแบบอินเดีย ผลลัพธ์ที่ปรากฏจึงให้ความรู้สึกเดียวกันกับจิตรกรรมตะวันตก ที่หากไม่อ่านชื่อผลงานผู้ชมก็จะแทบจะไม่สามารถทราบได้เลยว่าเป็นเรื่องราวจากพุทธประวัติ

The Decision of the Prince, 2017
สีน้ำมันและสีฝุ่นเทมเพอราบนแผ่นไม้, 100 × 65 ซม.

แนวทางการสร้างสรรค์ข้างต้นได้ก่อให้เกิดลักษณะเฉพาะตัวในภาพวาดเหล่านี้ ประการแรก คือ การแสดงออกซึ่งความเป็นมนุษย์ ที่มักจะสังเกตได้อย่างชัดเจนในภาพบุคคลเดี่ยว ศิลปินนำเสนอลักษณะทางกายภาพ บุคลิกภาพ และอากัปกริยาที่หนักแน่นในอารมณ์เป็นสำคัญ โดยเฉพาะใบหน้าที่มักจะแสดงความรู้สึกอันลึกซึ้ง สอดคล้องไปกับฉากเรื่องราวนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น The Decision of the Prince หนึ่งในสองผลงานที่รชตวาดเอาไว้ก่อนหน้าผลงานชิ้นอื่นๆ ในนิทรรศการนี้ เป็นภาพแสดงฉากการตัดสินพระทัยสละทางโลกของเจ้าชายสิทธัตถะ ศิลปินถ่ายทอดอารมณ์ของเจ้าชายที่มีต่อความทุกข์ต่างๆ ที่ไม่สามารถหลีกหนีได้  พระพักตร์ของพระองค์แสดงอาการสิ้นหวัง ทอดสายพระเนตรออกไปเบื้องไกลด้วยความอาลัย แต่ในขณะเดียวกันบริเวณนิ้วมือก็กำลังทรงถอดแหวนอันเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความเป็นกษัตริย์และความเป็นสามี สื่อสารถึงชั่วขณะแห่งการปลดปล่อยตัวตนจากบ่วงหรือพันธนาการ

ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นแนวทางการใช้สัญลักษณ์จำนวนน้อยทว่าเต็มไปด้วยความหมายจำนวนมาก เพื่อนำเสนอความเป็นมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณ มีความรู้สึก และมีเรื่องราวเบื้องหลัง

The Confession of King Ajatashatru, 2019
สีน้ำมันบนลินิน,164 × 130 ซม.

ถัดจากภาพบุคคลเดี่ยวที่เน้นการแสดงออกทางอารมณ์ ลักษณะเด่นประการที่สองของจิตรกรรมเหล่านี้เป็นผลมาจาก การจัดวางองค์ประกอบเพื่อขับเน้นความหมายของฉากแต่ละฉาก โดยเฉพาะในภาพที่มีบุคคลมากกว่าหนึ่งคนเป็นประธาน ศิลปินมักจะสร้างบรรยากาศราวกับฉากละครเวที ประหนึ่งนักแสดงที่กำลังแสดงบทบาทสมมติของตนอย่างสมจริง ยกตัวอย่างเช่นภาพ The Confession of King Ajatashatru ซึ่งเห็นได้ชัดว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากจิตรกรรมชิ้นเอกของเรมแบรนต์ (Rembrandt van Rijn) ชื่อ The Return of the Prodigal Son อันมีที่มาจากอุปมาเรื่องบุตรที่หายไปในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล

รชตแทนที่บิดาและบุตรในภาพของเรมแบรนต์ ด้วยพระพุทธเจ้าและพระเจ้าอชาตศัตรูตามลำดับ พระเจ้าอชาตศัตรูทรงคุกเข่าด้วยอาการเศร้าโศก ไร้เรี่ยวแรง แสดงถึงความสำนึกต่อบาปที่ทรงทรมานพระบิดาจนถึงแก่พระชนม์ชีพ ในขณะเดียวกัน พระพุทธเจ้าก็ทรงใช้พระหัตถ์ซ้ายในการปลอบประโลมพระเจ้าอชาตศัตรู ส่วนพระหัตถ์ขวาทรงแบออกในลักษณะของการประทานอภัย ในทำนองเดียวกันกับภาพต้นฉบับ รชตถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกมากมายที่แฝงอยู่ในทีท่าของตัวละครตามเนื้อหาดั้งเดิมได้อย่างน่าสนใจผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ ภาพของพระเจ้าอชาตศัตรูจึงดูเหมือนคนยากไร้ที่น่าสงสาร ส่วนพระพุทธเจ้าก็ทรงเปี่ยมไปด้วยเมตตา

การสำนึกผิดของพระเจ้าอชาตศัตรู ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รชตมีความรู้สึกประทับใจมากที่สุด ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าเป็นแนวทางที่ก่อให้เกิดผลงานเกือบทั้งหมดในนิทรรศการนี้ เช่นเดียวกันกับภาพที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และดูจะเต็มไปด้วยการจัดวางองค์ประกอบอย่างพิสดารมากที่สุดอย่าง The Decision of the Prince II แสดงเหตุการณ์ต่อจากการตัดสินใจละทิ้งชีวิตทางโลกของเจ้าชายสิทธัตถะ พระองค์ทรงม้ากัณฐกะมุ่งหน้าออกจากพระราชวัง โดยมีนายฉันนะตามเสด็จ

The Decision of the Prince II, 2018
สีน้ำมันและสีฝุ่นเทมเพอราบนลินิน, 227.2 × 143 ซม.

รชตเลือกนำเสนอฉากเหตุการณ์นี้อย่างเหนือจริง เป็นต้นว่าความพร่าเลือนของพื้นดินเบื้องล่าง ทำให้ตัวเจ้าชายสิทธัตถะ นายฉันนะ และม้ากัณฐกะ ดูราวกับล่องลอยอยู่เหนือทิวทัศน์ทั้งหมด มีเป้าหมายมุ่งตรงไปยังท้องฟ้าเบื้องบนที่สว่างไสวด้วยรัศมีภาพของพระกัสสปพุทธเจ้า—พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้องค์ก่อนหน้า—กำลังล่องลอยออกมาเสมือนกำลังให้พรต้อนรับ และยืนยันหนทางที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเลือกแล้ว

องค์ประกอบต่างๆ ที่ถูกจัดวางอย่างลงตัวเหล่านี้ได้ทำให้ฉากเหตุการณ์ที่ถูกบรรยายเพียงไม่กี่ประโยคในคัมภีร์ มีสถานะที่ทั้งสมจริง (จากการกำหนดบทบาทและตำแหน่งแห่งที่ของตัวละคร) และเหนือจริง (จากลักษณาการผิดธรรมชาติและการปรากฏตัวของพระอดีตพุทธเจ้า) ไปพร้อมๆ กัน ถือเป็นการประกอบสร้างความหมายใหม่ให้กับเรื่องราวตามทรรศนะของศิลปิน

ความเหนือจริงที่แฝงอยู่ในภาพ The Decision of the Prince II ถือเป็นลักษณะเด่น ประการที่สาม แม้ว่าจะเป็นส่วนเล็กๆ ที่ดูเหมือนว่าไม่ค่อยเข้ากันนักกับคติมนุษนิยมที่ศิลปินใช้เป็นมโนทัศน์หลักของนิทรรศการ ดังจะเห็นได้ถึงความพยายามตัดขาดแง่มุมพิสดารของตำนานที่มาจากความศรัทธาทางศาสนาออกไปจากหลายๆ ฉาก อย่างไรก็ดี ภาพวาดที่แสดงถึงความแฟนตาซีจริงๆ เหล่านี้ มักจะไม่ใช่เหตุการณ์ที่มีการบันทึกรายละเอียดเอาไว้อย่างชัดเจน หากแต่จะเกิดขึ้นจากจินตนาการของศิลปินเสียเป็นส่วนมาก

Angulimala Attempts on His Mother’s Life, 2016
สีน้ำมันและสีฝุ่นเทมเพอราบนแผ่นไม้, 201 × 150 ซม.

อย่างฉากนิมิตของพระพุทธเจ้า ขณะดำริถึงอนาคตที่องคุลีมาลจะต้องกระทำมาตุฆาต (ฆ่ามารดา) เพื่อให้ได้มาซึ่งนิ้วสุดท้าย​ รชตอาศัยความที่ว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง ฉากในนิมิตจึงสามารถแสดงรูปลักษณ์ขององค์คุลีมาลที่แปลกประหลาด เป็นเสมือนสัตว์ร้ายเกรี้ยวกราดปราศจากความเป็นมนุษย์ เพื่อสื่อสารถึงความชั่วร้ายที่เข้าครอบงำจิตใจของเขาจนเกือบหมด กลวิธีการแสดงออกแบบเหนือจริงในภาพ Angulimala Attempts on His Mother’s Life จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงเป็นหลัก

ผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่แสดงถึงความเหนือจริงอันเกิดจากจินตนาการของศิลปิน คือภาพเหมือนพระกัสสปพุทธเจ้า เนื่องจากตำนานระบุไว้ว่าพระองค์มีพระวรกายสูงถึงยี่สิบศอก ศิลปินจึงนำเสนอภาพพระองค์ในท่วงทีขณะกำลังเสด็จลงมาจากเทือกเขาหิมาลัย ความน่าสนใจอยู่ที่อิทธิพลที่ส่งผลต่อการจัดท่าทางตัวพระกัสสปพุทธเจ้า ซึ่งรชตได้นำต้นแบบมาจากพระพุทธรูปลีลาในศิลปะสุโขทัย แสดงให้เห็นถึงความอ่อนช้อยและเลื่อนไหล ราวกับกำลังเยื้องย่างลงมายังโลกมนุษย์ ผลงานชิ้นนี้ถือเป็นการขยายจากภาพของพระกัสสปพุทธเจ้าใน The Decision of the Prince II

Portrait of Kassapa Buddha Stepping on the Himalayas, 2019
สีน้ำมันและสีฝุ่นเทมเพอราบนลินิน, 102 × 41.5 ซม.

ภาพวาดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความกล้าที่จะสร้างความแตกต่างของศิลปิน แน่นอนว่าเนื้อหาที่เกี่ยวกับศาสนาถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยเฉพาะการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ดังที่มีตัวอย่างให้เห็นอยู่เสมอในสังคมไทย ว่าหากใครสร้างผลงานที่มีรูปแบบแหวกแนวจนดูแปลกแยกมากเกินไป เขาก็มักจะเสี่ยงต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ ซึ่งอันที่จริงแล้ว รชตไม่ได้มีความตั้งใจจะเล่นกับความรู้สึกของผู้คนแต่อย่างใด เขามองว่านี่คือความรู้สึกเฉพาะตัวที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของเขา และต้องการนำเสนอออกมาในแบบฉบับของตนเอง ในแง่ของศิลปิน ทุกอย่างจึงจบสมบูรณ์อยู่ในตัวของผลงานเอง

 ยิ่งไปกว่านั้น การผสมผสานระหว่างรูปแบบศิลปะตะวันตกและคตินิยมตะวันออกอย่างตรงไปตรงมาโดยปราศจากความลังเล ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์อันน่าอัศจรรย์ผ่านการแสดงออกของลักษณะเฉพาะตัวทั้งสามประการ อย่างการแสดงความเป็นมนุษย์ การจัดองค์ประกอบเพื่อขับเน้นความหมาย และการสร้างสภาวะเหนือจริง ทำให้จิตรกรรมพุทธประวัติของรชตมีความแปลกใหม่ น่าสนใจ และชวนให้เราได้ย้อนกลับไปพิจารณาถึงเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าที่เคยได้ร่ำเรียนกันมา ผลของการพิจารณานั้นอาจไม่ได้หมายถึงความศรัทธาที่เพิ่มมากขึ้น ทว่าน่าจะเป็นความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ เหตุแห่งการกระทำ ตลอดจนผลของการกระทำทั้งหลายที่หล่อหลอมให้เกิดเป็นเรื่องราวเล่าขานสืบต่อมาเนิ่นนานกว่าสองพันห้าร้อยปี.

The Image of the Buddha จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ – 12 มกราคม 2563 ที่เซรินเดียแกลเลอรี เจริญกรุง 36

เอื้อเฟื้อภาพประกอบโดย Serindia Gallery

*ติดตามบทความฉบับเต็มได้ในนิตยสาร FINE ART ฉบับที่ 135 กำหนดวางแผงปลายเดือนมกราคม 2563


About the Author

anaras



Back to Top ↑
  • Fine Art Magazine No.134

  • 10th UOB Painting of The Year

    10th UOB Painting of The Year

    นิทรรศการออนไลน์
    การประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 10

  • International Biennial Print 2020 R.O.C

    International Biennial Print 2020 R.O.C

    Call for Submissions 2019.12.3 – 2020.2.5
    www.ntmofa.gov.tw

  • “RIFTS” Group Exhibition Interview

  • Archives