Events

Published on June 11th, 2018 | by anaras

0

The Presence of Time: ปรากฏ – กาล

โดย ใจทิพย์ ใจดี ธนิษฐา นันทาพจน์
และสนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์

May 25 – June 23, 2018
at Art Centre, Silpakorn University

 

“เวลาคืออะไร”

ในจำนวนความลึกลับมากมายของสรรพสิ่งตามธรรมชาติ เวลาเป็นสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ยังไม่มีคำอธิบายใดๆ ให้อย่างเด็ดขาดชัดเจน แม้เราจะรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของเวลาในทุกขณะการดำรงชีวิต  แต่เราก็ไม่อาจจับต้องมันได้ สิ่งที่ดูจะเป็นไปได้มากที่สุดก็คือการกำหนดการรับรู้เวลาออกเป็นครั้งคราว เริ่มต้นจากวินาที นาที ชั่วโมง วัน เดือน ไปจนถึงระดับปี หน่วยย่อยเหล่านี้สื่อความหมายถึงการสังเกตการณ์เวลาในลักษณะของกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสมือนถนนที่ทอดยาวออกไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ตลอดจนไม่รู้ว่ามีจุดเริ่มต้นหรือเปล่า เราทำได้คือเพียงวัดว่าถนนสายนี้ยาวแค่ไหนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง และมีจุดสังเกตหรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้างในระยะทางนั้น นำมาซึ่งการนิยามอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

นอกเหนือจากการสังเกตการณ์ การอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของเวลาก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ศักยภาพในการรับรู้สิ่งรอบตัวของมนุษย์สามารถกระทำได้ สิ่งต่างๆ ในโลกของเราทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ล้วนต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

“เพิ่มขึ้น แปรเปลี่ยน สูญสลาย” สามนิยามที่เป็นชุดคำอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในบริบทของเวลานี้เอง ได้รวมกันเป็นแนวคิดหลักของนิทรรศการผลงานของสามศิลปินหญิงรุ่นใหม่ ภายใต้การจัดการของ 11th (กลุ่มนักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาทฤษฎีศิลป์ คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร)

การมีเพียงผลงานศิลปะจัดวางรวมสามชิ้น จึงอาจเรียกได้ว่านี่เป็นนิทรรศการเล็กๆ ชุดหนึ่ง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการนำแนวคิดเกี่ยวกับเวลาดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นมาใช้เป็นกรอบแนวคิดหลักของนิทรรศการ มันได้สร้างมิติพิศวงทางทัศนศิลป์อันน่าสนใจให้เราได้ลองคิดทบทวนและหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน

โดยหลักการ ผลงานทั้งสามชุดมีจุดร่วมอยู่ที่การเป็นงานศิลปะเชิงแนวคิดที่ “นำเสนอการเปลี่ยนแปลงอันเกิดขึ้นจากเวลาผ่านสื่อและวัสดุต่างๆ” ในเบื้องต้น ทั้งสามจึงนำเสนอลักษณะทางกายภาพที่จับต้องได้ แตกต่างกันออกไปตามความถนัดของศิลปินแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นวัสดุที่คงทนแข็งแรงอย่างกล่องไม้และกระดาษของใจทิพย์ ใจดี และเครื่องเซรามิก – แก้วของธนิษฐา หรือวัสดุที่เสื่อมสลายได้ง่ายอย่างน้ำแข็งของสนิทัศน์ ทั้งหมดนี้กำลังทำหน้าที่เป็นวัตถุแห่งการคิดคำนึงที่ซ่อนความหมายเฉพาะตัวบางอย่างเอาไว้

ความหมายที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้นั้นไม่ได้ยากเกินกว่าจะค้นหาคำตอบ เนื่องจากตัวนิทรรศการได้ให้คำใบ้เอาไว้แล้วด้วยคำสามคำที่จัดสรรเอาไว้สำหรับผลงานแต่ละชุด เริ่มจากผลงานของ สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์ ศิลปินนำเสนอภาพกระบวนการ “สูญสลาย” ผ่านสื่อไม่คงทนที่แฝงฝังนัยทางวัฒนธรรมเอาไว้ สิ่งที่ตั้งโดดเด่นอยู่บนแท่นฐานอะคริลิกนี้คือก้อนน้ำแข็งแกะสลักเป็นรูปพระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม ทว่ามันไม่ใช่แค่น้ำแข็งเปล่าๆ เราจะสังเกตได้ว่าภายในเนื้อของมันบรรจุเต็มไปด้วยวัตถุสีน้ำตาลขุ่นๆ เศษซากของกระดาษที่จะถูกนำไปรีไซเคิล บดจนป่นเป็นผงละเอียด ถูกนำมาแช่แข็งไว้ในตัวพระปรางค์ เมื่อน้ำแข็งละลายจะหลงเหลือไว้แต่มวลสารแห้งกรังเหล่านี้

ในขั้นแรก ผลงานของสนิทัศน์เปรียบเสมือนการจำลองบริบททางวัฒนธรรม ด้วยการเลือกใช้แลนด์มาร์คอันมีชื่อเสียงอย่างพระปรางค์วัดอรุณฯ ซึ่งมักถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงความเป็นไทยหรือกรุงเทพมหานครอยู่เสมอ การที่พระปรางค์น้ำแข็งค่อยๆ ละลายลงไปทีละเล็กละน้อย ราวกับถูกกัดกร่อนจากสิ่งที่มองไม่เห็น ในแง่หนึ่งอาจดูพ้องกับสถานะโดยตรงของสิ่งก่อสร้างที่เป็นโบราณสถานอายุกว่าสองร้อยปีที่ตัวมันแทนค่าอยู่ ไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจหนีพ้นการผุพังไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ตาม การผุพังนี้ยังปรากฏร่องรอยเอาไว้ในพื้นที่ เช่นเดียวกันกับกองเศษกระดาษรีไซเคิลสีน้ำตาล ที่นอกจากจะชวนให้นึกถึงสีของดิน ต้นกำเนิดของวัสดุที่ถูกนำมาใช้ในการผลิตอิฐในงานก่อสร้างแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นหลักฐานจากการกระทำของกาลเวลาที่มีผลต่อการ “เสื่อมสลาย” ของสรรพสิ่งในขั้นต่อมา

หากจะเรียกว่าประติมากรรมแอ็บแสตร็กส์ก็คงไม่เกินความจริงไปนัก ผลงานชุดต่อไปคือวัตถุรูปทรงแปลกประหลาดหลากหลายชิ้น ที่มีต้นกำเนิดหลักมาจากเซรามิกและแก้วแตกหัก ธนิษฐา นันทาพจน์ ใช้เทคนิคการชุนผ้ามาใช้ในการเชื่อมชิ้นส่วนเซรามิกแต่ละชิ้นเข้าด้วยกัน เกิดเป็นวัตถุใหม่ที่ประกอบไปด้วยวัสดุสองชนิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และกรรมวิธีนี้ยังเผยให้เห็นรูปทรงใหม่ๆ เฉพาะตัวที่น่าสนใจอีกด้วย

การนำเทคนิคที่แปลกแยกไปจากการซ่อมแซมวัสดุตั้งต้นมาใช้ (การชุนเป็นการซ่อมแซมผ้า ไม่ใช่เซรามิก) แฝงนัยของความพยายามในการผสานรวมของสองสิ่งที่ไม่เหมือนกัน หรืออาจกล่าวได้ว่ามันเป็นการแทรกสอดความเป็นอื่นลงไปในความเป็นปกติ แทนที่จะเป็นเซรามิกหรือแก้วใสที่สมบูรณ์ ผลงานเหล่านี้ดูแปลกประหลาดในทีแรกเพราะมันผิดปกติ ผิดที่ผิดทาง จนไร้รูปศัพท์ใดๆ ที่จะมานิยามลักษณะของวัตถุแต่ละชิ้นได้

สถานะที่เกิดขึ้นกับวัตถุดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดของศิลปินที่ต้องการนำเสนอภาพความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน โดยเปรียบแทนวัตถุหลากหลายรูปแบบดั่งปัจเจกบุคคลที่ไม่มีใครเหมือนกัน และแน่นอนว่าเมื่อมีความไม่ลงรอยกัน การพยายามประสานรอยร้าวนั้นย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างถาวร มนุษย์ยังคงเป็นสิ่งที่มีชีวิตที่มีศักยภาพในการจำเป็นพื้นฐาน ความทรงจำที่ไม่ดีย่อมตกค้างอยู่ในประสบการณ์ของเราเสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร เหมือนที่เราชอบพูดเปรียบเปรยกันว่าแก้วที่แตกไปแล้ว แม้จะต่อติดกันใหม่ได้ด้วยกาว แต่มันก็ไม่ใช่แก้วใบเดิมอีกต่อไป เซรามิกเหล่านี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมันกลับมาต่อกันด้วยเทคนิคการชุนที่แม้ดูจะใช้พยายามมากเกินกว่าการติดกาว แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในท้ายที่สุดก็ไม่ใช่เซรามิกชิ้นเดิม กลับกลายเป็นอะไรสักอย่าง ที่เราไม่อาจเรียกชื่อมันได้เต็มปากเต็มคำ

กระบวนการที่สองนี้จึงเป็นการ “แปรเปลี่ยน” จากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง แตกต่างจากผลงานของสนิทัศน์ ประติมากรรมของธนิษฐาสื่อความหมายถึงความเป็นมนุษย์มากขึ้น

อาจเรียกได้ว่าดูแล้วค่อนข้าง “งง” กันเลยทีเดียว ผลงานชุดที่สามของนิทรรศการนี้คืองานของ ใจทิพย์ ใจดี มันไม่มีอะไรมากไปกว่าวัตถุที่แตกต่างกันหลายชิ้นจัดวางบนแท่นสีขาวบ้าง ในครอบอะคริลิกใสบ้าง หรือติดอยู่บนฝาผนังห้อง กลิ่นอายของความเรียบง่ายแบบศิลปะมินิมอลลิสต์เข้มข้นชวนให้เรานึกถึงแนวทางการทำงานที่ศิลปินถนัดในช่วงเวลาหลายปีมานี้

แน่นอนเมื่อเป็นงานแบบมินิมอลลิสต์ ความหมายของผลงานย่อมไม่อาจปรากฏได้โดยง่ายเพียงใช้ตาดูอย่างผลงานสองชิ้นก่อนหน้า ในที่นี้ใจทิพย์นำเสนอผลงานสองส่วน ส่วนแรกคือการเล่นกับคำว่า “พื้นฐาน” หรือ “ฐาน” อย่างตรงไปตรงมา เธอนำกระดาษปอนด์ กรอบอะลูมิเนียม กรอบไม้ แผ่นไม้ แผ่นอะคริลิกพิมพ์ข้อความ และกล่องไม้ มาจัดวางเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ มีแผ่นข้อมูลระบุนิยามของคำว่า “Basement” และ “Base” พร้อมภาพร่างวัตถุตลอดจนวิธีการจัดวางเอาไว้อย่างละเอียด การกระทำเหล่านี้ดูจะเป็นไปเพื่อสะท้อนนัยเชิงความคิดเกี่ยวกับวัตถุทั้งหลายที่มีลักษะร่วมเดียวกันคือเป็นเหลี่ยม มุม แบน สอดคล้องกับคำว่าฐานที่ศิลปินให้ความสนใจ มันคือลักษณะทั่วไปของการเป็นฐานของบางสิ่งบางอย่างที่เป็นรูปธรรม แต่ถูกนำมากล่าวถึงในแบบนามธรรม ในฐานะวัตถุทางศิลปะ

ผละจากฐานขึ้นมาสู่ผลงานอีกส่วนหนึ่ง ใจทิพย์ใช้เทคนิคการวาดเส้นด้วยดินสอและปากกาลงบนกระดาษสามแผ่นที่แตกต่างกัน คือกระดาษลอกลาย กระดาษซับมัน และกระดาษธรรมดา ค่าความแข็งที่แตกต่างกันของกระดาษแต่ละชิ้นเมื่อถูกขีดเขียนจนเต็มได้สร้างผิวสัมผัสเฉพาะตัวขึ้น ทำให้มันดูแปลกแยกแตกต่างกัน การกระทำของศิลปินอาจไม่สื่อถึงอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราว ทว่ามันก็เหมือนจะสะท้อนให้เห็นตัวตนของศิลปินในแง่ใดแง่หนึ่ง

สภาวะที่ดำเนินไปบนฐานหลากชนิดและกระดาษหลายแผ่น แสดงให้เห็นถึงกระบวนการเติบโตหรือที่นิทรรศการเรียกว่าการ “เพิ่มขึ้น” โดยมันเริ่มจากสภาวะหยุดนิ่งและมั่นคงของวัสดุฐานเปล่าเปลือย ปราศจากการรบกวนด้วยกระบวนการอื่นใดที่บิดเบือนรูปแบบโดยธรรมชาติของมัน ก่อนที่ต่อมา ความคิดและการกระทำของศิลปินจะถูกเพิ่มเติมลงไปบนแผ่นกระดาษทั้งสาม แน่นอนว่าลักษณะของมันแปรเปลี่ยนไปอย่างถาวร การเพิ่มขึ้นนี้อาจถูกกล่าวถึงในเชิงความคิดได้ด้วยเช่นกันว่ามันเริ่มจากความพึงใจในสภาวะอันเรียบง่ายที่เปรียบเสมือนพื้นฐานของสรรพสิ่ง ก่อนจะกลืนกลายเป็นสิ่งที่ซับซ้อนและยุ่งยากอย่างเส้นสายลายหมึกที่ปรากฏให้เห็น หรืออาจจะเรียกได้ว่ามันคือการเพิ่มขึ้นของความรู้สึกของศิลปินนั่นเอง

ผลงานชุดที่สามนี้เองที่ทำให้เราตระหนักได้ในท้ายที่สุดว่าคำตอบของ “ปรากฏ-กาล” ที่จั่วหัวเอาไว้ในตอนแรกนั้นคืออะไร มันไม่ใช่เพียงการนำเสนอผลงานศิลปะที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงที่พันเกี่ยวกับนัยแห่งเวลา แต่อันที่จริงแล้ว เราอาจกล่าวได้หรือไม่ว่าสิ่งที่กำลัง “เพิ่มขึ้น แปรเปลี่ยน และสูญสลาย” ก็คือความเป็น “มนุษยนิยม” ที่สะท้อนผ่านองค์ประกอบและแนวคิดของผลงานแต่ละชุด วัตถุมินิมอลลิสต์อันเรียบง่ายของใจทิพย์คือสิ่งที่เต็มไปด้วยตัวตนของผู้สร้างมากที่สุด พาให้งุนงงจนผู้ชมต้องตั้งคำถามกับความเป็นส่วนตัวอย่างมากมาย ถัดมาในงานประติมากรรมแอบสแตร็กส์ของธนิษฐา เธอนำเสนอความแปรเปลี่ยนที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ในภาพรวม โดยการอุปมาความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคลออกมาเป็นรูปธรรม และในที่สุดทุกสิ่งก็ล้วนสูญสลายเหลือไว้เพียงเศษซากอารยธรรมไร้รูปแบบในประติมากรรมน้ำแข็งของสนิทัศน์.


About the Author

anaras



Back to Top ↑