Events

Published on September 26th, 2018 | by anaras

0

The Tale ประโยคบอกเล่า

 

โดย วิทยา ผุดผ่อง

15 กันยายน – 12 ตุลาคม 2018
นำทองแกลเลอรี

 

“กลุ่มคำรวมกันเป็นวลี วลีรวมกันเป็นประโยค และประโยครวมกันเป็นเรื่องราว” การสื่อสารย่อมเริ่มต้นจากหน่วยที่เล็กที่สุดของภาษา เสมือนการรวมตัวของหยดน้ำมากมายจนกลายเป็นแม่น้ำไหลหลาก หยดน้ำเหล่านี้อาจเปรียบได้กับชุดความคิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของเรา ความคิดที่เราเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว มันจะยังคงตกตะกอนนอนก้นอยู่เช่นนั้นตราบจนกระทั่งเมื่อใดก็ตามที่ความต้องการถ่ายทอดสู่โลกภายนอกเกิดขึ้น พวกมันก็จะถูกส่งต่อผ่านโครงสร้างอันซับซ้อนของระบบภาษา แปลงลักษณ์จากสิ่งที่ไม่อาจจับต้องได้ กลายเป็นรูปธรรมที่ปรารถนาการทำความรู้จักกับบุคคลที่สองและสาม โดยอาจจะถูกกำหนดโดยเจตจำนงเพื่อผลของการก่อเกิด เปลี่ยนแปลง หรือทำลายบางสิ่งบางอย่าง ก็สุดแล้วแต่ศักยภาพของชุดความคิดนั้น ซึ่งการปล่อยให้ชุดความคิดเหล่านั้นสื่อสารออกมาก็ไม่ต่างอะไรกับการสละความเป็นเจ้าของ เพราะเมื่อเราได้ทำการ “บอกเล่า” มันออกมา เราก็ไม่สามารถเรียกมันกลับไปเป็นของเราได้อย่างสิ้นเชิง ดังสำนวนที่ว่า “คำพูดเป็นนายคน” นั่นเอง

‘ประโยคบอกเล่า’ เป็นชื่อที่ วิทยา ผุดผ่อง ใช้นิยามชุดผลงานที่นำมาจัดแสดงรวมกันในนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ณ นำทองแกลเลอรี นิทรรศการนี้สะท้อนให้เห็นกระบวนการสื่อสารจากภายในตัวตนของเขาออกมาสู่โลกภายนอกอย่างตรงไปตรงมา ในทุกวันของการใช้ชีวิต เขาได้นำอารมณ์ ความรู้สึก และความคิด ที่เกิดขึ้นมาเป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบนามธรรมอันน่าสนใจเหล่านี้ การจัดแสดงผลงานในนิทรรศการครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้กับผู้ชม

วิทยาจบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาภาพพิมพ์ จากคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อหลายปีก่อน งานภาพพิมพ์เป็นแนวทางหลักในการทำงานศิลปะของเขา วิทยาถนัดการใช้เทคนิคภาพพิมพ์โลหะ (etching) ในการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านรูปทรงมนุษย์แปลกประหลาด โดยเขามองว่าการสร้างภาพพิมพ์โลหะนั้นเปรียบเสมือนการประทับความรู้สึกในชั่วขณะหนึ่งของจิตให้กลายสิ่งที่หยุดนิ่งและถาวรตลอดไป เปรียบเสมือนบันทึกส่วนตัวที่สามารถย้อนกลับมาอ่านได้อีกในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม เมื่อการทำงานด้านภาพพิมพ์เริ่มอิ่มตัว วิทยาจึงหันมาใช้การวาดเส้นเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกของเขาแทน ผลงานในนิทรรศการ ‘ประโยคบอกเล่า’ เกือบทั้งหมดจึงเป็นงานวาดเส้นบนวัสดุต่างๆ เป็นหลัก แต่ก็ยังคงเหลือร่องรอยของงานภาพพิมพ์เอาไว้บ้าง โดยเฉพาะผลงานลำดับแรกคือ ‘Clone No. 2’ วิทยานำแผ่นโลหะทองแดงมาใส่กรอบกระจกติดไว้คู่กับภาพพิมพ์ผสมวาดเส้นที่เกิดขึ้นจากแผนโลหะนี้ เปรียบเสมือนการประทับความทรงจำแต่เก่าก่อนเอาไว้ให้หยุดนิ่งอยู่ในพื้นที่จำกัดแห่งนี้

ร่องรอยของกระบวนการพิมพ์ยังคงปรากฏให้เห็นเช่นกันในผลงานชุดถัดมา แผ่นกระดาษสีขาวสะอาดที่ดูเหมือนจะมีเพียงร่องรอยสีดำของข้อความและเส้นแปลกๆ แทรกอยู่ หากเข้าไปมองใกล้ๆ แล้ว จะเห็นว่าแท้จริงส่วนสีขาวนั้นไม่ได้ว่างเปล่าเสียทีเดียว แต่เต็มไปด้วยตัวอักษรต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการกดประทับเป็นรอยนูนจางๆ อยู่ทั่วไป วิทยาเล่าถึงแนวคิดของผลงานชุดนี้เอาไว้ง่ายๆ ว่ามันคือหลักการเดียวกันกับการเลือกที่จะสื่อสารอะไรหรือไม่สื่อสารอะไร รอยจางของตัวอักษรเปรียบเสมือนความคิดต่างๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัว ทว่าไม่มีสาระสลักสำคัญพอต่อการกลายรูปเป็นประโยคสมบูรณ์ คงอยู่แต่เพียงความเลือนรางที่พร้อมจะพรางหายไปจากสัมผัสของเรา ในทางตรงกันข้าม ข้อความที่เขียนด้วยสีดำที่กดประทับหรือเขียนด้วยลายมือแทรกลงไป ก็คือสิ่งที่เขาได้เลือกแล้วว่ามันสมควรถูกถ่ายทอดออกมาอย่างแจ่มชัด แม้ว่าจะเขียนด้วยตัวอักษรเล็กจิ๋ว แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าที่ผู้ชมจะเข้าไปเพ่งอ่านได้

ผลงานภาพพิมพ์ชุดนี้ดูจะเป็นอะไรที่อธิบายชื่อของนิทรรศการได้ดีที่สุด มันคือภาพแทนของ “ประโยคบอกเล่า” ในทางศิลปะ ไม่ใช่คำพูดหรือความเรียงที่เราต้องอ่านตาม แม้จะมีร่องรอยของตัวอักษรปรากฏอยู่ แต่การเข้าถึงประโยคบอกเล่าของวิทยาก็จำเป็นต้องใช้การมองเห็นเพื่อตีความร่องรอยทั้งหมดที่ประกอบเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งภาพในกรอบนั้น

วิทยาสละเทคนิคการพิมพ์ออกไปเกือบทั้งหมดในผลงานชุดถัดมา ภาพวาดเส้นสีขาวดำบนแคนวาสขนาดใหญ่น้อยจำนวนมากแม้จะดูคลับคล้ายกันไปหมด ทว่าแต่ละภาพดูจะมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง พวกมันประกอบขึ้นจากองค์ประกอบซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นลวดลายของเส้น วงกลม หรือการขีดทับซ้อนกันไปมา ให้อารมณ์ของเทคนิคการพิมพ์ภาพลายเส้นอยู่ไม่น้อย ความสมบูรณ์ของรูปทรงเหล่านี้มักถูกรบกวนด้วยความแปลกแยกที่เห็นได้ชัด เช่น วงกลมที่ทำให้เกิดช่องว่างสีขาวบนฉากหลังสีดำ รอยนิ้วมือที่ประทับลงไป หรือการแต้มสีสันอื่นๆ นอกเหนือจากสีโทนดำเทาลงไปเป็นจุดหรือเส้นเล็กๆ ทั้งหมดคือการสื่อถึงความเป็นจริงของสภาวะจิตของมนุษย์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา และมักจะถูกรบกวนโดยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อยู่เสมอ อุปมาดั่งภาพวาดเส้นที่เรียบเนียนแต่ต้องมาสะดุดลงด้วยองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้น การทำลายเอกภาพเกิดเป็นพลวัตที่ดูราวกับมีชีวิต ผลงานชุดนี้จึงสื่อนัยถึงความเป็นมนุษย์ได้อย่างลึกล้ำ

ความเรียบง่ายเป็นหัวใจที่สำคัญของงานชุดนี้ ดังจะเห็นได้ตั้งแต่การเลือกใช้เทคนิคที่วิทยาใช้คือการวาดเส้นด้วยสีดำเท่านั้น หรือการใช้สีสันในโทนขาวดำเป็นหลัก วิทยากล่าวถึงแนวทางการสร้างสรรค์เอาไว้เล็กน้อยในผลงานที่ดูแปลกแยกมากที่สุดในนิทรรศการ ‘White Gray Black’ เป็นชุดภาพวาดสามภาพที่ติดอยู่บนผนังฝั่งเดียวกันกับภาพวาดเส้นขนาดใหญ่ข้างต้น ตรงตามชื่อผลงาน แต่ละภาพให้ภาพลักษณ์ของสีดำ เทา และขาว เปรียบเสมือนกระบวนการเปลี่ยนผ่าน จากความเต็มล้นของฝีแปรงสีดำ ลดทอนลงไปในภาพวาดเส้นสีเทา และว่างเปล่าในภาพสีขาวที่ไร้รูปทรงใดๆ อยู่เลย การเลือกใช้สีโทนขาวดำนี้นอกจากจะทำให้ศิลปินสามารถสื่อสารเรื่องราวที่เขาคิดได้อย่างมีมิติความลึกแล้ว ยังสร้างความรู้สึกสงบให้กับผู้ชมด้วยเช่นกัน

ผลงานในส่วนต่อไปสะท้อนความเป็นส่วนตัวของศิลปินมากขึ้น วิทยาเลือกจะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขามากกว่าการกล่าวกว้างๆ ถึงแนวคิดการสื่อสารความคิดจากจิตใจในผลงานชุดที่ผ่านมา เริ่มด้วยถุงกระดาษสีน้ำตาลที่กลายมาเป็นวัตถุรองรับภาพวาดเส้นแบบต่างๆ ถุงเหล่านี้คือสิ่งที่เหลือจากการทำธุรกิจขายของเล็กๆ ของเขาเมื่อหลายปีก่อน วันหนึ่งเมื่อวิทยาพบว่ามันยังถูกเก็บเอาไว้ เขาจึงนำมันมาเป็นทำเป็นงานศิลปะ ถุงกระดาษที่แฝงไปด้วยความทรงจำในอดีตของวิทยาช่วยสร้างมิติให้กับ “ประโยคบอกเล่า” กลายเป็นการสื่อสารผ่านวัตถุแห่งความทรงจำที่มีความหมายเป็นของตัวเอง

เช่นเดียวกันกับภาพวาดที่น่าสนใจอีกสองภาพ ภาพแรกเป็นภาพของโนบิตะจากการ์ตูนโดราเอมอน อีกภาพเป็นภาพของกระต่าย วาดด้วยสีสันสวยงาม ทับซ้อนด้วยชุดข้อความและลายเส้นสีดำ ‘Nobita’ คือมุมมองที่วิทยามีต่อตัวละครโปรด เขามองว่าโนบิตะเป็นตัวแทนของคนๆ หนึ่งที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ส่วน กระต่ายในภาพ ‘Rabbit’ ก็คือสัตว์เลี้ยงที่เมื่อสมัยก่อนวิทยาเคยนำมาเลี้ยงโดยที่ไม่รู้ว่าวิธีเลี้ยงที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ทั้งสองภาพนี้แสดงให้เห็นเรื่องราวที่ชัดเจนอย่างมาก ประโยคบอกเล่าที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นสารที่มีนัยอันเข้มแข็งมากกว่าผลงานทั้งหมด

การนำเสนอตัวตนของศิลปินเข้มข้นมากขึ้นถึงที่สุดในผลงานชุดสุดท้าย ‘Diary Me’ เป็นสมุดทำมือสามเล่มที่เกิดจากการนำกระดาษแบบต่างๆ มาเย็บติดกัน ภายในบรรจุภาพวาดเส้นและข้อความจำนวนมากอัดแน่นกันจนเต็ม สมุดแต่ละเล่มมีลักษณะเฉพาะตัวคือ เล่มแรกเราสามารถเปิดดูทุกหน้าได้อย่างอิสระ เล่มต่อมาบางหน้าถูกทากาวติดหรือระบายสีดำทับ และเล่มสุดท้ายถูกห่อไว้ด้วยเศษผ้าขาวเก่าๆ ภายในสมุดแต่ละเล่มบรรจุงานศิลปะทั้งหมดที่วิทยาได้ทำเอาไว้ตลอดระยะเวลาสองสามปีที่ผ่านมา บางภาพที่เขาวาด บางข้อความที่เขาเขียนแล้วพบว่ามันไม่ใช่ หรือไม่น่าเผยแพร่ออกไป เขาก็จะทำการเซนเซอร์ด้วยวิธีการต่างๆ

สมุดบันทึกจึงมีสถานะเป็นตัวแทนของศิลปิน การจดบันทึกคือการถ่ายทอดความคิดของมนุษย์ลงบนกระดาษ เป็นกระบวนการสื่อสารขั้นต้นซึ่งตอบสนองความต้องการประทับเรื่องราวความคิดให้อยู่ทนถาวรตลอดไป การเขียนบันทึกจึงเป็นการสะท้อนตัวตนออกมาสู่วัตถุที่จับต้องได้  หลักการนี้จึงสอดรับกับเทคนิคภาพพิมพ์ที่วิทยาใช้ในการประทับร่องรอยแบบอักษรลงในงานชุดแรกๆ ทว่าด้วยสถานะของการเป็นบันทึก ทำให้มันสามารถแทนความคิดความรู้สึกของศิลปินได้อย่างมากมายมากกว่าการทำงานศิลปะหนึ่งชิ้น ซึ่งในที่สุด เขาก็ได้เลือกให้บันทึกนี้กลายมาเป็นงานศิลปะอีกหนึ่งชิ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ ผลงาน ‘Diary Me’ ยังเป็นการสรุปผลแนวคิดของนิทรรศการทั้งหมดเอาไว้ สมุดบันทึกทั้งสามเล่ม แทนสถานะของประโยคบอกเล่าสามแบบ ที่มีระดับของการเปิดเผยแตกต่างกัน เฉกเช่นเดียวกันกับชุดความคิดของปัจเจกบุคคล ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เราคิดจะเหมาะสมต่อการปรากฏตัวออกมาสู่โลกภายนอก เป็นความจริงที่ว่าคนเราไม่สามารถพูดสิ่งที่คิดได้ออกมาได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของความเป็นนามธรรมเกินกว่าจะอธิบาย หรือการคำนึงถึงผลกระทบเชิงลบหากมันถูกรับรู้โดยผู้อื่น เราจึงเลือกที่จะถ่ายทอดความคิดบางอย่างและปิดบังความคิดอีกอย่างอยู่เสมอ


About the Author

anaras



Back to Top ↑