Events

Published on January 24th, 2018 | by Chalotorn Anchaleesahakorn

0

THE POSITIVITY SCROLLS

 

 

13 Jan – 10 Feb 2018 At Numthong Gallery

ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินไทยที่เลือกนำเสนอผลงานโดยนำศิลปะออกไปปฏิสัมพันธ์กับสังคมภายนอก โดยเฉพาะกลุ่มคนไร้บ้านที่ถูกสังคมทอดทิ้ง สภาวะการถูกมองข้ามจากคนรอบข้างหากพิจารณาดูให้ดีกลับพบว่ามีความคล้ายคลึงกับการถูกมองข้ามที่คนไทยในมหานครนิวยอร์กได้รับ การเป็นพลเมืองชั้นสามของพื้นที่ทำให้สายตาและปฏิสัมพันธ์ที่ได้รับไม่ต่างอะไรกับกลุ่มคนไร้บ้านที่ถูกทอดทิ้ง

การใช้ชีวิตระหว่างเรียนที่สหรัฐอเมริกาต่อเพื่อศึกษาในระดับปริญญาโทนั้นเกิดเหตุการณ์ขึ้นมากมายแต่เรื่องที่ทำให้เส้นทางชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงคือ ค่ำคืนที่เขาเดินทางกลับจากการเรียนที่มหาวิทยาลัยแล้วพบกับกลุ่มอันธพาลที่กำลังรุมทำร้ายร่างกายคนไร้บ้านผิวดำ ด้วยความกลัวเขาจึงเลือกที่จะเดินหนี แม้คืนนั้นเขาจะกลับบ้านร่างกายครบสามสิบสอง แต่จิตใจของเขากลับทำบางอย่างหายไป ไพโรจน์เริ่มทบทวนตัวเองว่าสิ่งที่ตนเองต้องการคืออะไร คือสร้างงานศิลปะเพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ให้คนบางกลุ่มเข้ามาชื่นชม หรือการนำเอาสิ่งที่ตนเองรักอย่างศิลปะมาสร้างประโยชน์ช่วยคนที่ไม่มีใครช่วยเหลืออย่างคนไร้บ้านที่ถูกรุมทำร้ายคนนั้น นับจากวันนั้นเป็นเวลากว่า 6 ปี ที่เราได้เห็นภาพชายหนุ่มถืออุปกรณ์วาดรูป แบกเฟรมผ้าใบ ยึดพื้นที่ริมทางเท้าเป็นสตูดิโอและแกลเลอรีจัดแสดงผลงาน

ภาพวาดสีน้ำมันที่เราเห็นไม่อาจนิยามได้ว่าเป็นการวาดพอร์เทรดหรือการวาดภาพเล่าเรื่องทั่วไป ด้วยเพราะภาพแต่ละภาพมีที่มาแตกต่างกัน ความสนใจของศิลปินหาใช่ตัวกำหนดทิศทางของภาพวาด แต่คือเรื่องราวของบุคคลต้นแบบที่เล่าออกมาต่างหากที่เป็นตัวกำหนดว่าภาพจะออกมาในทิศทางไหน การแลกเปลี่ยนข้อมูล สร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างศิลปินกับนายแบบกลายเป็นกระบวนการที่สร้างรอยยิ้มให้แก่ศิลปินและผู้พบเจอมากกว่าตอนที่ภาพผลงานเสร็จสิ้น กระบวนการเหล่านั้นนอกจากจะเป็นการสร้างความเข้าใจระหว่างศิลปินและนายแบบแล้ว บทสนทนาและการกระทำที่ปรากฏแก่สายตาผู้คนที่เดินไปมาก็สร้างความเข้าใจเรื่องคนไร้บ้านให้แก่บุคคลเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี ตลอดระยะเวลาการสร้างผลงานสิ่งที่ได้มาหาใช่ภาพผลงานเพราะในการวาดแต่ละครั้งเขาจะมอบภาพเหล่านั้นให้แก่นายแบบนางแบบ และตลอดทั้งกระบวนการก็มีการเขียนป้ายเชิญชวนให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือ หรือเพียงแค่หยุดเดินเพื่อได้มองเห็นคนกลุ่มนี้

หลังจากสร้างศิลปะเพื่อคนไร้บ้านมาสักพักเขาก็ได้รับความสนใจจากภัณฑารักษ์ของ The New Museum of Contemporary Art นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และได้รับการชักชวนให้นำผลงานบางชิ้นที่คนกลุ่มนี้มอบให้ไพโรจน์เก็บไว้มาจัดแสดงในนิทรรศการ The L.E.S. Art Drive (2014) ถือเป็นศิลปินไทยคนเดียวที่ได้ร่วมแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ หลังจากนั้นในปี 2016 ไพโรจน์ได้เดินทางกลับประเทศไทย เริ่มต้นหานายแบบนาง พื้นที่สตูดิโอและแกลเลอรีใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ การทำงานในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้เขาจะผ่านการวิ่งหนีตำรวจที่นิวยอร์กมาแล้วและเริ่มมีชื่อเสียงในวงกว้างแต่การวิ่งหนีตำรวจก็ยังเกิดขึ้นอีกครั้งที่ประเทศไทย ความไม่เข้าใจของผู้คนที่เดินผ่านไปมาทำให้บางครั้งได้รับเสียงตอบรับไม่ดีบ้าง อาทิ เรื่องการกีดขวางทางเท้า หรือการนำคนแก่ (คนไร้บ้าน) มานั่งตากแดดเป็นแบบวาดรูป การทำงานที่เอาศิลปะออกไปปะทะกับผู้คนในพื้นที่สาธารณะโดยตรงของเขาส่งผลให้เกิดการสื่อสารออกไปในวงกว้าง สื่อโซเชียลเริ่มแชร์เรื่องราวของศิลปินผู้วาดภาพริมถนน เรื่องราวของคนไร้บ้านถูกนำเสนอผ่านสื่อศิลปะ ถือเป็นการขยายขอบเขตการรับรู้เรื่องราวให้ไกลขึ้นเกินกว่าจะเป็นเรื่องปัญหาสังคมที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งต้องเข้ามาดูแล กลายเป็นว่า คนไร้บ้าน คือเรื่องราวที่เราทุกคนสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือได้ หลังจากนั้นเขาได้เดินทางกลับนิวยอร์คและกลับอีกครั้งในปีนี้ 2018 พร้อมกับ ม้วนกระดาษแห่งความหวัง

‘ม้วนกระดาษของความหวัง’ นิทรรศการในประเทศไทยที่เขาจะได้ย้ายจากแกลเลอรีริมถนนเข้ามาสู่พื้นที่แกลเลอรีจริงตามที่สังคมกำหนด ความหวังถูกส่งต่อเข้ามามอบให้แก่คนในวงการศิลปะแม้จะไม่ปะทะกับผู้คนเท่าตอนแกลเลอรีริมถนน ทว่าครั้งนี้ไพโรจน์ย้อนกลับมาเพื่อสื่อสารในฐานะศิลปิน ผู้กำหนดทิศทางของผลงาน ซึ่งไม่ใช่ภาพวาดแต่เป็นเรื่องราวของตนเอง เมื่อก้าวเข้าไปในนำทองแกลเลอรีสิ่งแรกที่เห็นคือไพโรจน์กำลังวาดภาพคนคนหนึ่ง ซึ่งในครั้งนี้หาใช่คนไร้บ้าน แต่คือผู้สร้างบ้านอย่าง ดวงฤทธิ์ บุนนาค เมื่อถามถึงเหตุผลในการวาดครั้งนี้ไพโรจน์เป็นผู้ถูกขอให้วาดไม่ได้เป็นผู้เข้าไปร้องขออย่างทุกครั้งที่ผ่านมา เมื่อการวาดเสร็จสิ้นลง อารมณ์ของภาพที่ออกมาแตกต่างจากทุกงานที่เขาเคยสร้างสรรค์ ความหวัง ความเศร้า ไม่ได้ถูกสื่อออกมาผ่านภาพของดวงฤทธิ์ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันกับเราอย่างหนึ่งว่า ภาพวาดของไพโรจน์จะเปลี่ยนไปตัวบุคคลต้นแบบ เรื่องราวของพวกเขายังคงกำหนดทิศทางของภาพมากกว่าปลายพู่กันของศิลปิน

เมื่อเดินเข้าไปภายในแกลเลอรี เราไม่คุ้นเคยกับภาพคนไร้บ้านที่ติดอยู่บนผนังสีขาว ภาพพื้นหลังที่เป็นท้องถนนกลับคือสิ่งที่เรามองหาภายในห้องนั้น เมื่อหาไม่เจอเราจึงต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่า นิทรรศการนี้ศิลปินต้องการสื่อเรื่องราวของตนเอง แล้วเราจะมองหาเรื่องราวของคนไร้บ้านเช่นอย่างเดิมได้หรือ? การซึมซับประสบการณ์ของศิลปินจึงเริ่มต้นขึ้น

จุดแรกที่เราเข้าไปดูไม่ใช่ม้วนกระดาษของความหวัง แต่คือสมุดสเก็ตที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราว ความหนาของสมุด เนื้อสีที่อัดแน่นอยู่ข้างในบอกเราว่าเรื่องราวระหว่างทางนั้นสำคัญไม่น้อยไปกว่าผลลัพธ์ที่ออกมาเลย การเดินทางโดยรถไฟใต้ดินถูกบันทึกผ่านสายตาของศิลปิน เราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องราวระหว่างทาง? คนไร้บ้านไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่ถูกโดดเดี่ยวจากสังคม การที่ทุกคนบนรถไฟใต้ดินต่างก้มหน้าก้มตามุ่งความสนใจไปแค่หน้าจอโทรศัพท์ตรงหน้า โดยไม่สนใจคนอื่น ก็เปรียบเสมือนการโดดเดี่ยวตัวเองออกจากสังคมรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสภาวะเช่นนี้เราสามารถพบเห็นได้เกือบทุกสังคมไม่เว้นแม้แต่ในบ้านของเรา ถัดเข้าไปอีกห้องศิลปินนำเสนอตัวเองผ่านมุมมองของคนอื่น วิดีโอกระบวนการทำงานที่ถูกอัดไว้ ภาพวาดจากคนไร้บ้านที่มอบให้ สมุดบันทึกข้อความที่วางไว้ให้ผู้ชมได้เขียนถึง

ย้อนกลับมาสำรวจพระเอกของงาน ม้วนกระดาษของความหวัง วางพาดตลอดความกว้างของห้องจัดแสดงทั้ง 2 ห้อง แม้แต่ละห้องจะเป็นกระดาษคนละม้วนแต่รูปแบบการวางคล้ายต้องการบอกเราว่าเรื่องที่เราแวะไปสำรวจก่อนหน้านี้ถูกเชื่อมโยงด้วยม้วนกระดาษม้วนนี้ และยึดโยงไปถึงภาพบนฝาผนัง ภาพที่คนไร้บ้านทิ้งไว้ให้แก่ศิลปิน ซึ่งเราจะไม่ได้เห็นแค่ภาพ แต่เราจะได้อ่านเรื่องราวของพวกเข้าบนกระดาษแผ่นนั้นด้วย นอกจากภาพวาดบนกระดาษแล้ว เราจะเห็นว่ามี 4 ภาพที่ถูกวาดลงบนผืนผ้าใบ ทั้ง 4 คือบุคคลที่ไพโรจน์มีความผูกพันหรือมีเรื่องราวที่กระทบจิตใจของเขามากที่สุด ประกอบไปด้วย คนไร้บ้านไทยคนเดียวที่เขาเจอ ชายไร้บ้านที่อาศัยอยู่หน้าที่พักของเขา ฮิปปี้ที่กระโจนออกจากกรอบ และชายชาวบังคลาเทศ ชายที่กลายมาเป็นบุคคลต้นเรื่องในอีกซีรีย์หนึ่งของไพโรจน์ เนื้อเรื่องถูกเขียนจนมาถึงบทสุดท้าย ไพโรจน์เว้นที่ว่างไว้เพื่อให้ผู้ชมได้เขียนตอนจบหรืออาจเรียกว่าเป็นผลลัพธ์จากสารที่เขาสื่อออกมา เขียนผ่านโพสต์ในหน้าเฟสบุ๊ค ทวีตเตอร์ สื่อออนไลน์ของตัวเอง หรือเขียนผ่านกล่องรับบริจาคเพื่อส่งต่อให้แก่กลุ่มคนไร้บ้านก็เป็นได้

‘ม้วนกระดาษของความหวัง’ ไม่เพียงบรรจุความหวังของคนไร้บ้านไว้เท่านั้น ยังบรรจุความหวังของศิลปินไทยคนหนึ่งที่ต้องการนำสิ่งที่ตัวเองมีสิ่งที่ตัวเองเป็นมาสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม บรรจุคำถามต่อคนทุกวงการว่า เราจะลงมือทำ หรือจะนิ่งมองดูปัญหาแล้วปล่อยมันผ่านเลยไป

วิดีโอขณะทำงาน

ชุดทำงานประจำวัน

วันเปิดงานเราเปลี่ยนมาวาดภาพคนสร้างบ้าน พี่ด้วง ดวงฤทธิ์ บุนนาค

 


About the Author

Chalotorn Anchaleesahakorn

ชอบเดินทาง เขียนได้บ้าง ดื่มได้เยอะกว่า



Back to Top ↑