Events

Published on December 15th, 2017 | by Chalotorn Anchaleesahakorn

0

Train to Somewhere

กว่า 150 ปีที่คนอินเดียเดินทางไปมาด้วยรถไฟซึ่งถือเป็นระบบขนส่งมวลชนหลักของอินเดีย ประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลก เส้นทางรถไฟของประเทศอินเดียมีความยาวถึง 115,000 กม. ทั่วประเทศ

การเดินทางโดยรถไฟอินเดียที่เราคุ้นตากันมากที่สุดภาพผู้คนอัดแน่นอยู่บนรถไฟ บน นะไม่ใช่ใน ในรถไฟก็บรรจุคนเต็มความจุ (ตู้โดยสารบ้านของที่นี้มีขนาดใหญ่กว่าบ้านเรามาก) บนหลังคา บนบันไดทางขึ้น ผู้คนเบียดเสียดวิ่งแข่งกันเพื่อแย่งกันเดินทาง เนื่องด้วยอัตราค่าโดยค่ารถไฟนั้นถูกและสถานีก็ค่แนข้างครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ ทำให้เราได้เห็นภาพดังกล่าว แต่ก็ใช่ว่าภาพนั้นจะปรากฏทุกสายการเดินทาง รถไฟบางสายและบางช่วงเวลาเท่านั้นที่เราจะเห็นภาพอย่างในอินเตอร์เนต การขึ้นรถำฟอินเดียครั้งแรกของเราจึงจินตนาการไว้ค่อนข้างเป็นภาพยนตร์ผจญภัย

 

เช้าวันเดินทาง จากสถานีโบนปู้ที่เมืองศานตินิเกตัน เพื่อลงที่ปัดดาวันและต่อไปยังเมืองพาราณสี (varanasi) เราเลือกช่วงเดินทางเป็นช่วงกลางคืนและจองตู้นอน ที่เรียกว่าตู้ AC[1] ที่น้องโบว์นำทัวร์บอกว่า “พี่นี่มันตู้คนรวยเขานั่งกันเลยนะ” ตู้นอนติดแอร์ เตียงนอนสามชั้น สามชั้น!!! เราสามคนนอนเลขที่ติดกัน น้องอีกคนจองมาก่อนเพราะคิดว่าจะเดินทางมาคนเดียว “ตู้พี่แซนอะคนจน เราอะคนรวย” เมื่อถึงเวลาขึ้นรถไฟที่ขึ้นชื่อว่าสายเสมอ ดีเลย์ทุกเที่ยว แต่!!!เที่ยวไปของเราดีเลย์เพียง 10 นาทีเท่านั้น ทำบุญมาด้วยอะไร!?!?

เมื่อก้าวขึ้นรถไฟคนกลุ่มแรกที่เราเจอคือครอบครัวอินเดียที่ต้องการนั่งด้วยกัน แต่จองที่มาแยกกัน ด้วยความใจดีเราก็โอเคเดินไปดูที่ใหม่ที่จะแลกก่อนก็ได้ แต่เมื่อเดินไปถึงแล้วกลับพบกลุ่มชายหนุ่มนอนล้อมอยู่ด้วยความที่เป็นสาวไทยใจงามจึงจำเป็นต้องปฏิเสธการขอเปลี่ยนที่ในครั้งนี้ ซึ่งทางครอบครัวที่ในตอนแรกเหมือนจะไม่ยอมก็ยอมแต่โดยดี แต่เราก็ยอมย้ายไปนอนเตียงบนสุดเพื่อให้เค้าได้นั่งเตียงล่างเพื่อพูดคุยกัน กว่าจะแยกย้ายขึ้นไปนอนเราก็ได้ส่งสายตาหัวเราะหยอกล้อกับเด็กน้อยของครอบครัวเล็กน้อย พร้อมกลับขึ้นไปนอนด้วยลูกอมที่เด็กหญิงหยิบยื่นให้

เมื่อมาถึงพาราณสี รถไฟยังคงตรงเวลาเรามาถึงอย่างปลอดภัย (เรื่องในเมืองจะขอมาเล่าในตอนต่อไป)

ขากลับ เราเลือกใช้บริการเอเจนซี่เจ้าเดิม เจ้าท้องถิ่นที่ศานตินิเกตัน ซึ่งเราได้จ่ายเงินทั้งขาไปและขากลับ (AC ทั้งขาไปและกลับ) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว (ชาวต่างชาติไม่สามารถจองตั๋วรถไฟเองได้ เพราะเราไม่สามารถโอนเงินจ่ายค่าตั๋วได้เองต้องมีแอคเคาท์บัญชีของที่อินเดีย ถ้ามีก็ได้) แต่!!! ความประทับใจในรถไฟขามาของเราได้แหลกสลายลงไปกับตา เหลือเพียงทรายที่ว่างเปล่า… เพราะเอเจนซี่เจ้าดังกล่าวลืมจองตั๋วขอกลับให้เรา เมื่อโทรไปที่สำนักงานลุงกุหลาบ (นามสมมติ) เจ้าของเอเจนซี่บอกเราว่า “Your train cancel” รถไฟไม่วิ่งจนถึงวันที่ 15 (เราต้องกลับ 13) โบว์ผู้นำทัวร์ครั้งนี้จึงทำการเช็คในเวปไซต์ว่ารถไฟเที่ยวต่อไปคือช่วงเวลาไหน และตั๋วของน้องอีกคนที่จองมาก่อนจะทำอย่างไร เมื่อกดรหัสรถไฟ 5 หลักเข้าไปก็พบว่า รถไฟยังขึ้นว่าให้บริการอยู่ตามปกติ อีลุงกุหลาบ!!! ยกเลิกพ่..ง เมื่อรู้แน่ชัดแล้วว่ารถไฟไม่ได้ยกเลิก ปฏิบัติการตามหาเอเจนซี่จองตั๋วใหม่จึงเกิดขึ้นและความคิดแรกที่ว่าจะเดินเลือกของฝากรอบสุดท้ายต้องจบลง เป็นการเดินหาตั๋วรถไฟขากลับแทน

แห่งที่ 1 ไม่มีครับ เวลานี้ไม่มีตั๋ว

แห่งที่ 2 มันเป็นไปไม่ได้เลยครับที่คุณจะให้จองตั๋วในรอบนี้ ไม่มีที่นั่งแน่นอนครับ เป็น waiting list ยังไม่ได้เลยครับ

ฝันสลายที่แท้จริงเริ่มจู่โจม หิวก็หิว ของก็ต้องไปเอาเพราะสั่งไว้แล้ว โบว์เริ่มลำดับความคิด “งั้นก็ unreserved” โบว์พูดขึ้น ตอนแรกก็ยังไม่รู้ว่ามันคือการขึ้นรถไฟด้วยตั๋วแบบไหน แต่ก็เอาวะ ต้องกลับ อันก็อัน ลุย หลังจากได้ทางออก? ก็ซื้อของกินกลับที่พักเพื่อฉลองให้กับการ unreserved

 

ตี 3 เริ่มตื่นนอน รถไฟจากพาราณสีจะมาถึงสถานีเวลา ตี 5 เป็นสายเดิมที่วิ่งกลับมาจากเดลี ด้วยความหวังว่าครั้งนี้รถไฟก็ไม่น่าจะดีเลย์มากเหมือนขามา ในความโชคร้ายต้องมีโชคดีอยู่บ้าง เราก็รีบเดินทางมาสถานีรถไฟ แบกกระเป๋ากับของที่ซื้อกลับมาเพราะคิดว่าเราจะได้ที่นั่งแอร์เหมือนเดิม เมื่อมาถึงสถานีการเดินทางด้วยรถไฟอินเดียของจริงเราถึงจะเริ่มต้นขึ้น

จากตี 5 เลื่อนไปที่ 6.35 จากนั้นสิ้นสุดที่เวลา 7.15 พร้อมเปลี่ยนชานชะลาที่รอ ขยับตัวสิครับพี่น้อง รถไฟกำลังจะมาและ unreserved ที่เราจองมันก็คือตั๋วยืนดีๆ นี่เอง ตรงไหนว่างก็นั่ง เจ้าของที่มาก็ลุก เจ้าหน้าที่มาตรวจตั๋วก็จ่าย สามสเตปง่ายๆ สำหรับ 8 ชั่วโมงขากลับ เราเลือกวิ่งขึ้นตู้เดียวกับน้องที่มีตั๋วมาก่อนแล้วไปหย่อนก้นลงเก้าอี้ว่างเอา รอบแรกเจอครอบครัวคุณป้าที่ยอมให้เรานั่งเบียด (ปกติจะเป็นที่นอนสามที่ เตียงที่กางออกมาชั้นบนจะยังสามารถนอนได้อยู่และชั้นล่างนั่งเบียดได้ 4 คน) เมื่อคุณป้าและครอบครัวลงไปที่เมืองคยา (พุทธคยา) เราก็ดีใจออกนอกหน้าว่าที่ตรงนี้ของเราโดยสมบูรณ์แล้ว ขยับตัวเข้าไปข้างหน้าต่างอย่างไว พร้อมกวักมือเรียกเพื่อนที่ต้องไปแปะตัวอยู่ข้างบน ความโชคดีกลับมาอีกครั้ง 1 2 3 ครอบครัวเจ้าของที่ใหม่ขึ้นมา ขยับสิ แต่ยังโชคดีเขายังให้เรานั่งเบียดด้วย อาจเพราะการนั่งที่คนอื่นแบบนี้เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป การแบ่งที่นั่งกันเป็นเรื่องปกติ เราก็อะรอดและลงตัวไม่มีเจ้าของที่คนอื่นเขามาแล้ว ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่มา!!! คนแรกเราใช้แผนหลับแล้วเขาเดินไป แต่คนนี้ปลุกเราให้ตื่นและขอตรวจบัตร!!!! 1200 รูปี บวกค่าตั๋ว unreserved ที่จ่ายไป 590 รูปี เฉลี่ยสามคนค่าตั๋วนี่นั่งตู้แอร์ได้เลย!!!

เมื่อจ่ายค่าปรับเป็นที่เรียบร้อยเราก็ได้นั่งที่อย่างสบายใจ ครอบครัวใหม่ยังคงใจดีให้เรานั่งด้วย วิบากกกรมในตอนแรกกลายเป็นเรื่องสนุก เราต่างหันหน้ามองหาเรื่องราวในรถไฟมาพูดคุยให้กลายเป็นเรื่องสนุกได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นคุณลุงกับคุณป้าที่ซื้อตั๋วมาแค่ 1 แล้วแบ่งที่นั่งที่นอนกัน การเดินทางสายนี้ค่อนข้างนาน หากนั่งตั้งแต่ต้นสายยันสุดสายอาจใช้เวลาบนรถไฟกว่า 2 วัน หลายครอบครัวเตรียมปิ่นโตมากันเอง เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน (ที่อินเดียทานกลางวันกันบ่าย 2) ต่างคนต่างหยิบปิ่นโต แจกจ่ายจานกระดาษแล้วนั่งกินอาหารร่วมกัน หลายที่นั่งที่ตีตั๋วมาแค่ใบเดียวกลับปรากฎคนนั่งอยู่ 4 คน คนที่นี้เหมือนรู้ว่าถ้าเป็นตู้แบบนี้เราต้องแบ่งที่นั่งให้คนที่ไม่มีตั๋วนั่งด้วย ตั๋วนอนใบหนึ่งสามารถแบ่งนั่งกันได้ถึง 4 คน ซึ่งส่วนใหญ่เขาก็จะแบ่งกัน

การเดินทางด้วยรถไฟอินเดียครั้งนี้ ทำให้เราค้นพบว่าน้ำใจของคนที่นี้มีมากกว่าที่เราเจอที่บ้านของเรา เรื่องเล็กน้อยที่เราไม่คิดถึงพวกเขาไม่มองข้าม เรื่องใหญ่ที่เหมือนจะเกิดปัญหาพวกเขากลับทำให้เป็นเรื่องเล็กที่สามารถยุติได้อย่างง่ายดาย แม้กลิ่นห้องน้ำจะแรงไปเสียหน่อย แต่เท่าที่ดูแล้วเขาแวะมาทำความสะอาดบ่อยครั้งกว่ารถไฟบ้านเรา (จะแอบมองเพราะหลังจากเขาทำความสะอาดเสร็จเราจะรีบไปใช้บริการก่อน) มีการเดินกวาดพื้นรถไฟอยู่เสมอ อาหารการกินเดินขึ้นมาขายไม่ขาด แม้จะมีคนขึ้นมาสะกิดขอเงินบ้างแต่เมื่อเราทำเมินเขาก็เดินจากไปเงียบๆ (บางคนสะกิดแรงจนต้องยอมให้) กว่าจะมาถึงบ้านที่ศานตินิเกตันเราก็เห็นอะไรมากมายระหว่างทาง นี่ถ้าตีตั๋วนั่งยาวทั้งสายก็อาจจะเขียนรวมเล่มรถไฟอินเดียเลยก็เป็นได้

ขอบคุณผู้ร่วมเดินทางทั้ง 3 คน พี่ปุ้ย แซน และไกด์เถื่อนโบว์

ขอบคุณคุณลุงคุณป้าที่ให้เรานั่งด้วย

ขอบคุณทุกคนที่พร้อมตอบเราว่านี่ใช่สถานีที่เราลงหรือไม่

ขอบคุณรถไฟอินเดียที่ไม่ยกเลิกการเดินทางและไม่ดีเลย์จนไม่น่าให้อภัย

 

[1] ชั้นของรถไฟอินเดีย (Class)

  • AC First Class (1A) ตู้นอนติดแอร์ชั้น 1 แบ่งเป็นห้องๆ พร้อมเครื่องนอน มีประตูล็อคได้ มีไฟอ่านหนังสือ และปลั๊กไฟ เป็นชั้นที่แพงที่สุด หรูหราที่สุด ราคาใกล้เคียงกับเครื่องบินชั้นประหยัด และเป็น 2 เท่าของ AC2 บางครั้งเรียกชั้น Ist AC (1AC หรือ AC1) มีเฉพาะในสายสำคัญๆ ที่วิ่งไกลๆ
  • AC 2 Tier (2A) ตู้นอนติดแอร์ชั้น 2 ไม่มีประตูล็อคแต่ใช้เป็นผ้าม่านกั้น มีเครื่องนอนให้ในตอนกลางคืน กลางวันปรับเป็นเบาะนั่ง กลางคืนปรับเป็นเตียงนอน 2 ชั้น มีไฟอ่านหนังสือ และปลั๊กไฟในบางจุด
  • First Class (FC) เป็นตู้นอนชั้น 1 แบบโบราณ ไม่มีแอร์ และไม่มีเครื่องนอนให้ ราคาอยู่ระหว่าง 2A กับ 3A ปัจจุบันเหลือบริการในไม่กี่ขบวน
  • AC 3 Tier (3A) ตู้นอนติดแอร์ เตียงซีกหนึ่งมี 3 ชั้น อีกซีกมี 2 ชั้น กลางวันปรับเป็นเบาะนั่ง กลางคืนมีเครื่องนอนให้ด้วย แต่ไม่มีผ้าม่านกั้น ไม่มีไฟอ่านหนังสือ
  • AC 3 Economy (3E) ตู้นอนติดแอร์แบบประหยัด เป็นเตียง 3 ชั้นทุกแถว กลางวันปรับเป็นเบาะนั่ง กลางคืนปรับเป็นเตียง แต่ไม่มีเครื่องนอนให้
  • AC Chair Car (CC) รถแอร์นั่งสำหรับเดินทางตอนกลางวัน ลักษณะคล้ายเครื่องบินชั้นประหยัด มีปลั๊กไฟในบางจุด ราคาต่ำกว่า 3A เล็กน้อย
  • Sleeper (SL) ตู้นอนติดพัดลม เตียงซีกหนึ่งมี 3 ชั้น อีกซีกมี 2 ชั้น กลางวันปรับเป็นเบาะนั่ง กลางคืนปรับเป็นเตียงนอน แต่ไม่มีเครื่องนอนให้
  • Second Sitting (2S) รถนั่งติดพัดลม บางขบวนที่นั่งเป็นไม้ บางขบวนเป็นเบาะหุ้มด้วยพลาสติก บางขบวนจองตั๋วล่วงหน้าได้ แต่บางขบวนก็ไม่รับจอง ไม่แนะนำให้ขึ้นชั้นนี้โดยไม่จำเป็นนะครับ นอกจากระยะทางใกล้ๆ เพราะคนจะแน่นมาก ลำบากเกินไปสำหรับคนไทย


About the Author

Chalotorn Anchaleesahakorn

ชอบเดินทาง เขียนได้บ้าง ดื่มได้เยอะกว่า



Back to Top ↑