Events

Published on February 13th, 2018 | by Chalotorn Anchaleesahakorn

0

TRùNG Mù – endless, sightless

TRùNG Mù – endless, sightless

By Phuong Linh Nguyen

2-28 February 2018

Bangkok Art and Culture Centre

สังคมไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เรื่องราวเลวร้ายมักถูกปกปิดซ่อนเร้นโดยกลุ่มผู้มีอำนาจ บางเหตุการณ์ถูกทำให้พร่าเลือนโดยการนำชุดเหตุการณ์อื่นมาซ้อนถับเพื่อให้เกิดความสับสนในความทรงจำ ทว่าความทรงจำที่สับสนนั้นกลับเป็นสิ่งยืนยันความผิดของเรื่องราวเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี ความทรงจำที่ยังคงกระตุ้นให้เราตั้งข้อสงสัยต่อทุกเหตุการณ์ที่ร่างเลือน ทำให้การสร้างสรรค์ผลงานของ เฟิง ลิงห์ เหวียน ศิลปินชาวเวียดนาม ยังคงวนเวียน เฝ้าสำรวจ หาความกระจ่างต่อเหตุการณ์เหล่านั้น

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศเวียดนาม การแบ่งเวียดนามเหนือใต้ สงครามเวียดนาม การเมืองภายในประเทศที่คุกรุ่น เฟิง ลินห์ ศิลปินหญิงที่เติบโตท่ามกลางความคุกรุ่นเหล่านั้น ภาพความทรงจำมากมายที่ขัดแย้งกับประวัติศาสตร์ที่ถูกสอนให้ท่องจำ ความหลากหลายที่เกิดจากการถูกแทรกแซงจากประเทศอื่น คือวัตถุดิบชั้นยอดที่ทำให้ลิงห์ได้รับทุนจากมูลนิธิ Han Nefkens Foundation – BACC Award for Contemporary Art เป็นศิลปินคนที่ 3 ที่ได้รับทุนนี้

ความขัดแย้งทางสังคม การเมือง และความหลากหลายที่ถูกมองเป็นปัญหาส่งผลให้คนเวียดนามจำนวนมากเลือกที่จะเดินทางกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ การโยกย้ายถิ่นฐานเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางการเมือง หรือการลี้ภัยจากปัญหาทางการเมืองที่เข้ามากระทบ ทำให้ชีวิตของกลุ่มคนเหล่านั้นมีความเปราะบาง ความรู้สึกเหล่านี้ลิงห์สัมผัสได้จากการเดินทางสำรวจประเทศที่ตนเองเรียกว่าบ้าน การเดินทางทำให้เธอพบผู้คนมากมาย ความหลากหลายที่บางครั้งก่อให้เกิดความแตกแยก ทุกพื้นที่มีประวัติศาสตร์ของตนเอง ทว่าเมื่อนำทุกเรื่องราวมาปะติดปะต่อกันกลับไม่ได้ชิ้นส่วนที่สมบูรณ์ นอกจากชุดข้อมูลจากผู้คนที่เธอไปเจอ ชิ้นส่วนของซากที่อยู่อาศัยทางประวัติศาสตร์ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เธอเก็บกลับมาประกอบสร้างใหม่ให้เป็นชุดเรื่องราวของตัวเอง

การสำรวจในชุดนี้ลิงห์เลือกนำแสงและเสียงมาเป็นสื่อนำทางผู้ชม สายตาและหู สื่อที่ปะทะเข้ากับผู้ชมได้รวดเร็วและส่งสารที่ได้ประมวลเข้าสู่สมอง ตีความการรับรู้ได้เร็วที่สุดช่องทางหนึ่ง แต่แสงและเสียงของลิงห์ ไม่เพียงไม่สร้างการรับรู้ที่เร็วที่สุดของเราแล้ว ยังดึงการเคลื่อนไหวของเราให้หยุดอยู่กับที่เพื่อพิจารณาสิ่งตรงหน้าให้นานกว่าเดิม กระบวนการชะลอการรับรู้ของเรา ลิงห์เริ่มต้นวางกับดักเราตั้งแต่ทางเข้าโดยการให้เรานั่งลงใส่ถุงเท้าอนามัยสีเขียวเหมือนกับกำลังจะก้าวเข้าห้องผ่าตัด สิ่งที่ลิงห์ต้องการนำเสนอต้องเป็นสิ่งที่ไม่ควรได้รับการปนเปื้อน ร่องรอยสกปรก นั่นคือความคิดแรกของเรา

เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องจัดแสดง ลิงห์ หย่อนกับดักไว้อี้กขึ้นกับพื้นที่สีขาว หมอกควัน และแสงขาวจ้า ที่ครั้งแรกเราไม่ได้มองว่ามันเป็นหนึ่งในผลงานของเธอโดนกับดักซ้อนกับดักเข้าไปอีก  Floor ผลงานสื่อผสมที่ลิงห์นำมาเป็นตัวปรับพื้นฐานในการมองเห็นของเราคุ้นชินกับผลงานชิ้นต่อไปของเธอ ผลงานที่มีชื่อเดียวกับงานนิทรรศการ TRùNG Mù – endless, sightless วิดีโอบอกเล่าเรื่องราวของหญิงเวียดนามที่เข้ามาทำงานที่ประเทศไทย ตัววิดีโอถูกหมอกควันที่ลอยอวลอยู่เต็มห้องทำให้พร่าเลือนในระดับที่หนึ่ง แต่เมื่อถามว่าถ้าเอาควันออกภาพในวิดีโอจะชัดขึ้นหรือไม่ คำตอบคือไม่ เพราะความพร่าเลือน การเปิดให้ผู้ชมเติมต่อส่วนที่ขาดคือจุดประสงค์หลักในงานของเธอ

TRùNG Mù – endless, sightless

ขยับผ่านม่านพลาสติกใส ใกล้คำว่าห้องปลอดเชื้อเข้าไปทุกที เราจะพบกับ 7 ลำแสง ผลงานจาก หลอดไฟ แผ่นไม้ พลาสติกใส และควันที่ลอยมาจากห้องข้างนอก แผ่นไม้จากโบสถ์คาทอลิกทางตอนเหนือของเวียดนาม แผ่นไม้หนึ่งใน 7 ชิ้นนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งที่เรือที่เธอใช้สร้างเพื่อเดินทางกลับบ้านเกิด ศาสนาและการเดินทางข้ามทวีป ถ้าผู้ชมมีประสบการณ์การรับรู้เรื่องการเข้ามาของชาติตะวันตกในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้คงเข้าใจการสื่อสารของลิงห์อย่างดี ศาสนาคริสต์ที่เข้ามาพร้อมมิชชั่นนารรีชาวโปรตุเกส การเผยแพร่ศาสนาที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นการเข้าปกครองโดยประเทศฝรั่งเศส การเข้ามาที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แก่ประเทศเวียดนามจนถึงปัจจุบัน

7 ลำแสง

ขยับออกมาเราเข้าใกล้เรื่องราวปัจจุบันมากขึ้นกับ The last ride ความอุดมสมบูรณ์ของอุทยานแห่งชาติยกดอนทำให้เป็นถิ่นที่อยู่ที่สัตว์มากมาย ช้างหนึ่งในสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวเวียดนามก็เช่นกัน ความเปลี่ยนแปลงทำให้ช้างที่แต่เดิมอยู่ในธรรมชาติและบางส่วนช่วยเหลืองานงานเกษตรกรรม ทว่าเมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาช้างถูกเพิ่มหน้าที่ให้กลายเป็นสัตว์ต้อนรับการนำกูบขึ้นสวมเพื่อให้นั่งท่องเที่ยวได้นั่งและบังคับให้ช้างเดินตามทิศที่ต้องการสื่อถึงความโหดร้ายที่เราเข้าไปเบียดเบียนธรรมชาติ ผลงานชิ้นนี้ลิงห์เลือกนำชิ้นส่วนเหล่านั้นมาแยกย่อยและจัดเรียงใหม่เป็นรูปทรงนามธรรม เหมือนกับผลงาน Reclining ghost ที่นำแผ่นยางพาราสีดำมาตีความผ่านความหมายเชิงนามธรรม การกลับการของวัตถุดิบสีขาวที่เมื่อผ่านกระบวนการกลับกลายเป็นสีดำคล้ายประวัติของ ดร.อเล็กซองด์ แยคแซง ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักอย่างชัดเจนทั้งๆ ที่เป็นผู้ริเริ่มการนำต้นยางพาราจากอเมริกาใต้เข้ามาเผยแพร่ให้ผู้คนในแถบนี้ และเมื่อขยับสายตาขึ้นมาบนผนังเราพบกัลป์ The Skull ดินสีแดงบนกระดาษสัญลักษณ์ของชนเผ่าจารายที่อาศัยอยู่ที่ราบตอนกลางของเวียดนาม ทั้งสามชิ้นงานเราเดินทางผ่านสองห้องจัดแสเง ห้องแรกผลงานประติมากรรมสีเงินวาวถูกวางไว้กลางห้องจัดแสดงสีขาวโพล่น ความสว่างที่มากเกินพอดีส่งผลให้เราไม่สามารถโฟกัสที่ตัววัตถุได้ และเมื่อเดินต่อมาอีกห้องความมืดจากการเผาเถายางพาราก็ปิดปุ้มรับแสงของเราจนเกือบสนิท และเมื่อเดินทางไปห้องสุดท้ายเราจึงไม่รู้ว่าความพร่ามั่วที่เราเห็นอยู่นั่นคืองานของศิลปินที่สร้างขึ้นหรือสายตาของเราเอง

The last ride

ห้องสุดท้ายกับผลงานที่เราให้คะแนนว่าแสงพอดีและชัดเจนที่สุดแต่อาจจะเป็นเพราะสายตาของเราที่ปรับไปปรับมาระหว่างสว่างกับมืดทำให้ต้องใช้เวลาปรับโฟกัสสักพักก่อนจะจมดิ่งไปกับกับดักสุดท้าย Memory of the blind elephant วิดีโอที่ศิลปินถ่ายทำบริเวณที่ราบสูงในฤดูแล้ง โดยเน้นไปที่แสงและพื้นผิวของพื้นที่ ที่ดินที่เป็นแหล่งเพาะปลูกที่ดีที่สุดพื้นที่หนึ่งถูกกดดันโดยรัฐบาลเพื่อนำที่ผืนนี้ไปให้แก่กลุ่มนายทุนที่ต้องการเปลี่ยนประเทศจากเกษตรกรรมให้กลายเป็นอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลต่อชนพื้นเมือง ภายในวิดีโอเราจะพบทั้งไม้ ช้าง ไร่ยางพารา เด็กชายเผ่าจาราย ผลงานชิ้นนี้คือการนำความทรงจำตั้งแต่ห้องแรกมารวมกันเพื่อสะท้อนให้เห็นภาพรวมของสิ่งที่ศิลปินต้องการจะสื่อ ทว่าแม้ชิ้นส่วนจากทุกห้องจะถูกประกอบเข้าด้วยกันแล้ว แต่ภาพที่ปรากฏก็ยังไม่ชัดเจน เคลื่อนไหวรวดเร็วจนผู้ชมมองไม่ทัน สั่นไหวตามจังหวะการเดิน บางครั้งโฟกัสผิดจุด ความพร่าเลือนเหล่านี้คือความทรงจำที่ขาดๆ หายๆ ถูกซ้อนทับด้วยเรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ ที่ถูกเขียนถูกกล่าวอ้างขึ้นคนละครั้ง ความทรงจำจากเด็กหญิงสู่หญิงสาว จากลิงห์สู่ผู้ชม

Memory of the blind elephant

Phuong Linh Nguyen

 


About the Author

Chalotorn Anchaleesahakorn

ชอบเดินทาง เขียนได้บ้าง ดื่มได้เยอะกว่า



Back to Top ↑