News

Published on June 23rd, 2017 | by Chalotorn Anchaleesahakorn

0

จาก “โกงได้ไม่เป็นไร” ถึง “rouba mais faz” !

โดย ไชยันต์ ไชยพร

 บทความจากคอลัมน์ ไม่ใส่ร้าย แต่ป้ายสี ในนิตยสารไฟน์อาร์ท ฉบับที่ 120

ใครที่คิดว่าปรากฏการณ์ “โกงได้ไม่เป็นไร ขอให้ทำงานได้ทำงานเก่งหรือโกงแล้วแบ่ง” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะที่เมืองไทยและคนไทยเท่านั้น หรือคิดว่ามันเป็นสิ่งที่มโนกันไปเอง ก็คงต้องคิดใหม่ เพราะมีงานวิจัยของฝรั่ง 2 ชิ้นที่ออกมาต่างกรรมต่างวาระกันแต่มีข้อสรุปไปในทางเดียวกัน นั่นคือ มีหลายประเทศในโลกนี้ที่เกิดปัญหา “โกงได้ไม่เป็นไร ขอให้แบ่ง” เหมือนบ้านเรา งานชิ้นแรกคือ งานวิจัยของ Luigi Manzetti and Carlole J. Wilson, (2007), “Why Do Corrupt Governments Maintain Public Support?” (“เพราะเหตุใดรัฐบาลที่คอร์รัปชั่นจึงรักษาการสนับสนุนจากสาธารณะไว้ได้ ?”) ที่ตีพิมพ์ใน Comparative Political Studies, August 2007, vol.40 no.8 โดยในงานวิจัยนี้ Manzetti และ Wilson ได้เก็บตัวอย่างและศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบปรากฏการณ์ทางการเมืองดังกล่าวนี้จาก 14 ประเทศ และพบหลักฐานทางสถิติสอดคล้องกับสมมติฐานการศึกษาที่พวกเขาได้ตั้งไว้ นั่นคือ “ประชาชนในประเทศที่สถาบันการเมืองและระบบราชการอ่อนแอไร้ประสิทธิภาพ แต่มีความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ (patron-clients relationships) ที่เข้มแข็ง มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนผู้นำที่ฉ้อฉล (abuse) ที่ประชาชนคาดหวังว่าจะได้รับประโยชน์ที่จับต้องได้จากผู้นำแบบนี้”   และหนึ่งในตัวอย่างโดดเด่นที่ Manzetti และ Wilson ยกมาในฐานะที่เป็นนักการเมืองที่ทุจริตหรือชื่อเสียงเสื่อมเสียที่ได้รับชัยชนะมีคะแนนเสียงท่วมท้นในการเลือกตั้ง ได้กลับเข้าไปมีอำนาจทางการเมืองอีก คือ กรณีนายซิลวิโอ เบอร์ลุสโคนี ของอิตาลี แม้ว่าเขาจะถูกศาลไต่สวนในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับอาชญากรรมร้ายแรงมากมาย แต่เขาก็ยังได้รับเลือกกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2537 และอีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ.2543

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งคือ งานของ Jordi Munoz, Eva Anduiza and Aina Gallego, “Why do voters forgive corrupt politicians ?” (“เพราะเหตุใดผู้ลงคะแนนเสียงจึงให้อภัยนักการเมืองที่คอร์รัปชั่น ?”) ออกมาในปี 2012 ในภาพรวม Jordi Munoz, Eva Anduiza and Aina Gallego กล่าวว่า งานวิจัยก่อนหน้าของพวกเขาได้ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยที่ส่งผลให้ประชาชนสนับสนุนนักการเมืองคอร์รัปชั่นอันได้แก่ 1. การขาดข้อมูลข่าวสาร 2. ความอ่อนแอของสถาบันทางการเมืองและของกลุ่มที่ฝักใฝ่เลือกข้างทางการเมืองในการอธิบายข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ นั่นคือ ข้อมูลข่าวสารซึ่งปัจจัยทั้งสองข้อนี้ถือเป็นปัจจัยในเชิงมหภาค ส่วนในปัจจัยในเชิงจุลภาค และพวกเขาได้สรุปให้เห็นเงื่อนไขสามประการที่อธิบายว่าทำไมประชาชนถึงสนับสนุนนักการเมืองที่คอร์รัปชั่น นั่นคือ

1. กลุ่มประชาชนที่ฝักใฝ่เลือกข้างหรือเลือกพรรคการเมืองมักจะมีความรู้สึกยอมรับหรือทนได้กับการคอร์รัปชั่นของกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองที่ตนชอบ และมักจะมีแนวโน้มที่จะยังลงคะแนนให้กับนักการเมืองที่คอร์รัปชั่นที่สังกัดพรรคที่ตนชื่นชอบ  ซึ่งสามารถอธิบายลงลึกไปได้อีกว่า ผู้ลงคะแนนเหล่านี้มักจะรับรู้ถึงความสำเร็จในการบริหารงานของพรรคการเมืองที่ตนชื่นชอบ ความสำเร็จที่ว่านี้คือการทำให้ประชาชนเข้าถึงและได้รับส่วนแบ่งในทรัพยากรหรือทรัพย์สินผลประโยชน์ต่างๆ (resources) ซึ่งสภาพการณ์ดังกล่าวนี้ นักรัฐศาสตร์บางท่านถือได้ว่าเป็น “การแลกเปลี่ยนกันโดยนัย” (implicit exchange) ระหว่างคะแนนเสียงสนับสนุนของประชาชนกับการได้รับการแบ่งปันหรือการตอบสนองผลประโยชน์จากนักการเมืองที่คอร์รัปชั่น จนถึงขนาดที่มีสำนวนในประเทศบราซิลที่เป็นหนึ่งในประเทศมีปัญหาดังกล่าวนี้ นั่นคือ “rouba mais faz”  ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษคือ “he steals, but he gets things done” หรือ “เขาขโมย แต่เขาก็ทำให้ได้” (สนใจดู “Corruption Steals Headlines in Sao Paulo” May 5, 2000, by Larry Rohter, The New York Times) ซึ่งของไทยเราก็มีสำนวนคล้ายๆ กันนี้คือ “โกงได้ ขอให้แบ่ง”

2. ประชาชนมักจะไม่ให้ความเชื่อถือรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่เขาชื่นชอบ โดยอ้างว่าเป็นการกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง (baseless) จากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งนักรัฐศาสตร์บางท่านได้เรียกสภาพการณ์ดังกล่าวนี้ว่า “noise hypothesis” ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่าผู้ตั้งวลีนี้ต้องการสื่อให้เห็นว่า ประชาชนประเภทนี้มักจะมองว่า ข้อกล่าวหาเป็นการสาดโคลนและถูกให้ค่าว่าเป็นเพียงเสียงนกเสียงกาที่เกิดขึ้นเจื้อยแจ้วเป็นปรกติในความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่ง Jordi Munoz, Eva Anduiza and Aina Gallego ก็ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า สภาพการณ์ดังกล่าวนี้เกิดจากการที่มีความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นอยู่มากมายดาษดื่นกระจายไปทั่วตลอดเวลาจนทำให้ประชาชนมีแนวโน้มที่จะเพิกเฉยต่อข้อกล่าวหาในเรื่องคอร์รัปชั่น

3. ประชาชนจะมองว่า พรรคการเมืองทุกพรรคต่างก็โกงและคอร์รัปชั่นเหมือนกัน (all parties are equally affected by corruption) ดังนั้น แม้ว่าพวกเขาจะปฏิเสธการคอร์รัปชั่น แต่มันก็จะไม่ทำให้พวกเขาเปลี่ยนใจในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง  สภาพการณ์ดังกล่าวนี้ นักรัฐศาสตร์บางท่านเรียกว่าเป็นอาการ “cynicism” หรือ “คติคิดแบบหยันหยามโลก” นั่นคือ เห็นว่า พรรคการเมืองและนักการเมืองล้วนเลวร้ายหมด ดังนั้น ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวนี้ ก็ไม่สามารถไปเปลี่ยนอะไรได้ และหากยังจะต้องลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ก็เลือกพรรคการเมืองที่ “โกงแล้วให้” น่าจะเป็นตัวเลือก (choice) หรือคำตอบที่ดีที่สุด

จากงานวิจัยชิ้นที่สอง ฟังแล้ว ช่างตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเรายังกะแกะ! งานวิจัยชิ้นนี้ อาจทำให้เรารู้สึกโล่งใจไปพร้อมๆ หนักใจ ที่ว่าโล่งใจก็เพราะปัญหาวิธีคิด “โกงได้ไม่เป็นไร ตราบเท่าที่ยังทำอะไรให้” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบ้านเรา คนบ้านเราไม่ได้ผิดปกติเลวร้ายไปกว่าคนที่อื่น เพราะคนบราซิลเขาก็มี “rouba mais faz” แต่ที่ว่าหนักใจก็คือ ปัญหานี้ดูจะเป็นปัญหาระดับโลกเลยทีเดียว


About the Author

Chalotorn Anchaleesahakorn

ปิ๊งโกะ ชอบพูดชอบคุย ชอบดื่ม ชอบไอติม ชอบอ่านหนังสือ ชอบเดินแกลเลอรี ฝันอยากเดินทางรอบโลก



Back to Top ↑