Fine Art

Published on June 30th, 2017 | by Chalotorn Anchaleesahakorn

0

มณเฑียร บุญมา & กลุ่มไวท์: 30 ปีกับการรวมตัวของกลุ่มศิลปิน

บทความโดย วิชญ มุกดามณี

จากคอลัมน์ Art and Gallery ในนิตยสารไฟน์อาร์ท ฉบับที่ 105

มณเฑียร บุญมา, จิตรกรรมเดือนเมษา’ 2524.

ในช่วงทศวรรษที่ 2520 ถือได้ว่าเป็นยุคแห่งการทดลองสิ่งใหม่ๆ ในวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย นอกจากเกิดกระแสการแสดงออกทางศิลปด้วยสื่อใหม่ๆ อาทิเช่น สื่อประเภทวัสดุ ศิลปะการจัดวาง วีดีโอ และศิลปะแสดงสด (เพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ต) ศิลปินหลายๆ ท่าน โดยเฉพาะศิลปินรุ่นหนุ่มรุ่นสาวได้เกิดการรวมตัวกัน ทั้งในแง่ของการพยายามท้าทายสถาบันหลักในวงการศิลปะ หรือในแง่ของการรวมตัวในเชิงอุดมการณ์และในแง่ของการพยายามลดการรวมศูนย์กลางความเจริญของส่วนกลางอย่างกรุงเทพฯ ยกตัวอย่างเช่น “กลุ่มประติมากรไทย” อันเป็นการรวมตัวของประติมากรในปี 2525 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศิลปิน อาจารย์ และนักศึกษาภาควิชาประติมากรรมทั้งจากมหาวิทยาลัยศิลปากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวิทยาลัยช่างศิลป ที่รวมกลุ่มกันเพื่อสร้างโอกาสและหาพื้นที่แสดงผลงานที่นอกเหนือจากเวทีการประกวดศิลปกรรมต่างๆ บางกลุ่มเกิดขึ้นเพื่อสร้างกำลังต่อรองของศิลปินท้องถิ่น หรือศิลปินที่มีที่มาจากพื้นเพต่างจังหวัด เช่น “กลุ่มลานนา” (รวมตัวเมื่อปี 2521) และ “กลุ่ม 4 ศิลปิน” (2524) ที่เป็นการรวมกลุ่มของศิลปินภาคเหนือ “กลุ่มอีสาน” (2526) และ “กลุ่มสะเลเต” (2529) ซึ่งสมาชิกในกลุ่มส่วนมากเป็นศิลปินและคณาจารย์จากภาคอีสาน และ “กลุ่มศิลปไทย 23” (2523) ที่เกิดขึ้นโดยความคิดที่ต้องการต่อต้านวัฒนธรรมต่างชาติ แต่มุ่งเน้นในการพัฒนาศิลปะไทยให้ก้าวหน้าไปสู่ความเป็นร่วมสมัย

มณเฑยร บุญมา, โลกที่เปลี่ยนแปลง

กลุ่มไวท์ (White Group) เป็นอีกการรวมกลุ่มกันของศิลปินหนุ่มสาวซึ่งส่วนใหญ่ในขณะนั้นสอนศิลปะอยู่ที่วิทยาลัยช่างศิลป กรมศิลปากร โดยแรกเริ่มนั้นแนวความคิดในการรวมตัวกันเกิดขึ้นในกลุ่มเล็กๆ คือมีกลุ่มอาจารย์ช่างศิลป 3 คนคือ อาจารย์มณเฑียร บุญมา อาจารย์วิโชค มุกดามณี และอาจารย์พิชิต ตั้งเจริญ ได้รวมตัวกันจัดแสดงผลงานศิลปกรรมภายใต้หัวข้อ “Culture in Danger” จัดแสดงที่ บริติช เคาน์ซิล (British Council) เป็นการจุดประกายให้ศิลปินและอาจารย์รุ่นใหม่ๆ หลายคนเห็นความสำคัญของการนำเสนอผลงานศิลปะสู่สาธารณชน ได้ชักชวนกันรวมตัวก่อตั้งอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ “กลุ่มไวท์” เมื่อปี พ.ศ. 2525 ภายใต้แนวความคิดที่เรียบง่ายแต่จริงจังนั่นคือการสร้างโอกาสและผลักดันให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้มีเป้าหมายในการทำงานศิลปะ มีทิศทางและจุดเริ่มต้นร่วมกันในการค้นคว้าทดลอง ซึ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นแนวทางการสร้างสรรค์ที่อิสระตามแนวความคิดเฉพาะตัวของศิลปินแต่ละคน..สำหรับชื่อ “กลุ่มไวท์” มีเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่ท่านวิทยากรทั้ง 3 ท่านได้เล่าให้ฟัง ว่าเป็นแนวคิดของอาจารย์มณเฑียรที่จะเลียนแบบวิธีการตั้งชื่อของกลุ่มดาด้า (Dada) ที่เปิดหนังสือแล้วเลือกเอาคำศัพท์ใดคำศัพท์หนึ่งในเล่มมาตั้งเป็นชื่อกลุ่ม แต่บังเอิญว่าหนังสือที่กลุ่มไวท์ไปพบอยู่ในห้องประชุมเป็นหนังสือนิยายกำลังภายในของจีน เปิดขึ้นมาแล้วเอานิ้วจิ้มลงไปตรงกับทำว่า “ไว้” พอดี จึงตัดสินใจนำมาปรับให้ตรงกับเนื้อหาทางศิลปะคือใช้แทนเสียงภาษาอังกฤษของ “สีขาว” (White) แล้วใช้เป็นชื่อกลุ่มตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

มณเฑียร บุญมา, ร่องรอยของอารยธรรมใหม่

ในระยะเริ่มแรกกลุ่มไวท์ได้กำหนดแรงบันดาลใจร่วมกันโดยตั้งใจที่จะนำเสนอผลงานจิตรกรรมโดยเทคนิคสีน้ำ อันเป็นกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว และมีความแตกต่างจากลักษณะของเทคนิคและวิธีการอื่นๆ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังจากศึกษาเทคนิคสีน้ำในระยะเบื้องต้นแล้ว ศิลปินหรือนักศึกษาศิลปะกลับมิได้มุ่งหวังที่จะค้นหารูปแบบ แนวความคิด ตลอดจนเทคนิคใหม่ๆ เพื่อสร้างสรรค์จิตรกรรมสีน้ำ กลุ่มไวท์จึงต้องการผลักดันให้เกิดการค้นคว้า สร้างสรรค์และบุกเบิกความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับเทคนิคนี้ ซึ่งศิลปินที่ร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มไวท์ในการแสดงนิทรรศการครั้งแรก ณ หอศิลป พีระศรี ถนนสาธรใต้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2525 ประกอบด้วย วิโรจน์ เจียมจิราวัฒน์ นิติ วัตุยา เข็มรัตน์ กองสุข วิโชค มุกดามณี ธงศักดิ์ หงษ์แพง สรรณรงค์ สิงหเสนี ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ปริญญา ตันติสุข มณเฑียร บุญมา และพิชิต ตั้งเจริญ ซึ่งความเคลื่อนไหวของนิทรรศการครั้งแรกได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากกลุ่มผู้ชม กลุ่มศิลปิน และนักวิชาการทางศิลปะในหลายมุมมอง และได้กลายเป็นจุดดึงดูดที่เพิ่มจำนวนสมาชิกขึ้นในปีถัดๆ มา ซึ่งศิลปินที่เข้ามาร่วมกับกลุ่มไวท์ภายหลังมีจำนวนมากมายหลายคน ยกตัวอย่างเช่น สมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์ ศราวุธ ดวงจำปา สมวงศ์ ทัพพรัตน์ ปัญญา วิจินธนสาร ศุภชัย สุขีโชติ และสุรพล แสนคำ เป็นต้น

สมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์, จิตรกรรม 3/1992, 2535

หลังจากปีแรก สมาชิกของกลุ่มไวท์จะผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาทำหน้าที่ประธานกลุ่ม และมีการจัดแสดงนิทรรศการอย่างต่อเนื่องแทบทุกปี นิทรรศการแต่ละครั้งนอกจากประเด็นเรื่องการทดลองเทคนิคสีน้ำ กลุ่มไวท์ยังได้กำหนดให้มีหัวข้อบางอย่างให้ศิลปินใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ ยกตัวอย่างเช่น หัวข้อ “ชีวิต” ในนิทรรศการครั้งที่ 2 (2526) หัวข้อ “ขนาดใหญ่” ในนิทรรศการครั้งที่ 5 (2529) หัวข้อ “จินตภาพของความเป็นจริง” ในนิทรรศการครั้งที่ 6 (2530) หัวข้อ “รูปทรงอิสระ” ในนิทรรศการครั้งที่ 7 (2531) และหัวข้อ “จิตวิญญาณแห่งความเป็นไทย” ในนิทรรศการครั้งที่ 9 (2534) หัวข้อเหล่านี้ช่วยกระตุ้นและผลักดันให้ศิลปินแต่ละท่านหากลวิธีในการทดลองและแสดงออกถึงความเป็นสีน้ำในความหมายที่กว้างขึ้น เรียกได้ว่า สำหรับกลุ่มไวท์ สีหรือวัตถุดิบชนิดใดก็ตาม ที่ใช้น้ำเป็นตัวกลาง เป็นตัวทำละลาย ได้ถูกเลือกนำมาใช้เป็นสื่อในการสร้างสรรค์อยู่เสมอ 

ท่านวิทยากรทั้ง 3 ท่านได้เล่าถึงบรรยากาศการสร้างสรรค์จิตรกรรมแนวทดลองด้วยเทคนิคสีน้ำของศิลปินกลุ่มไวท์ในช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะบทบาทของอาจารย์มณเฑียร ในฐานะหนึ่งในแกนนำที่ร่วมจัดตั้งกลุ่มไวท์ขึ้นมา อาจารย์สมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์ รองศาสตราจารย์ สรรณรงค์ สิงหเสนี และอาจารย์ศุภชัย สุขีโชติ กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า อาจารย์มณเฑียรเองมีชื่อเสียงในเรื่องการวาดภาพสีน้ำมาตั้งแต่สมัยศึกษาอยู่ที่เพาะช่าง เป็นนักศึกษาที่มีฝีมือจัดจ้านทั้งในเชิงการเขียนแบบเหมือนจริงและการแสดงอารมณ์ความรู้สึก เมื่อเข้ามาเรียนที่ศิลปากรทั้งระดับปริญญาตรีและโทได้พยายามสร้างสรรค์ผลงานให้มีความแปลกใหม่ ช่างคิด และกล้าทดลองตั้งแต่สมัยเรียน บางครั้งเพื่อนๆ และอาจารย์ก็ตามไม่ค่อยทัน บุคลิกนิสัยเหล่านี้ติดตัวมาจนกระทั่งไปทำงานที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากรและต่อมาได้โอนย้ายไปสอนที่วิทยาลัยช่างศิลป บุคลิกนิสัยส่วนตัวเหมือนจะเป็นคนเงียบขรึม แต่ความเป็นจริงเป็นคนที่มีอารมณ์ขัน และถ้าอยู่ในสตูดิโอทำงานศิลปะจะเปลี่ยนกลายเป็นคนที่ขยันขันแข็งและมุ่งมั่น จนบางครั้งถึงขั้นหมกมุ่น  พูดคุยแต่เรื่องศิลปะ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความคิดของตนเอง และครุ่นคิดถึงแต่การพัฒนาผลงานศิลปะของตนเองไปจนถึงการสร้างความเข้มแข็งให้กับวงการศิลปะของประเทศ

บรรยากาศเมื่อตอนเริ่มก่อตั้งกลุ่มไวท์เต็มไปด้วยความคึกคัก ศิลปินแต่ละคนพยายามค้นหาเทคนิควิธีการที่แปลกใหม่ ไม่คุ้นเคยมาแสดงออกตามความถนัดของแต่ละคนอย่างเต็มที่ มีทั้งการระบาย เช็ด ขัด กรีด ถู ปาดป้าย กลิ้ง ไหลสี เรื่อยไปจนถึงการปะติด หรือสร้างรูปทรงใหม่ที่นูนหนาเป็นกึ่ง 3 มิติ โดยเฉพาะอาจารย์มณเฑียรที่เริ่มมีการนำวัสดุอื่นมาผสมกับเทคนิคสีน้ำ ใช้ดิน ใช้ทราย ใช้ข้าวสารในการสร้างร่องรอยพื้นผิว ใช้จานกระดาษเป็นแผ่นรองรับ ใช้กาวจากธรรมชาติ (สกัดจากต้นกระเจี๊ยบแบบช่างไทยโบราณ) ใช้สีและร่องรอยจากสนิม ใช้ครามและผงซักฟอกแทนสี เรื่อยไปจนถึงขั้นเอาล้อรถมาทับสีน้ำแล้วเอามากลิ้งบนกระดาษ เป็นต้น อาจารย์มณเฑียรแสดงให้เห็นถึงความสนใจในประเด็นเรื่องอิทธิพลและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เข้ามาแทรกแซงวิถีชีวิตและความเชื่อของไทยมาตั้งแต่เริ่มต้นทำงานศิลปะ โดยทำงานในเชิงการทดลองกับวัสดุที่หลายหลายไม่จำกัด ยิ่งเมื่ออาจารย์มณเฑียรเรียนจบจากประเทศฝรั่งเศสเดินทางกลับมาประเทศไทย แนวความคิดเรื่องคุณค่าความเป็นไทยและความชื่นชอบในเทคนิควิธีการที่นำวัสดุทางเลือกอื่นๆ มาทำงานศิลปะยิ่งเข้มข้นและเด่นชัดมากยิ่งขึ้น อาจารย์มณเฑียร ได้กล่าวถึงแนวทางการสร้างสรรค์ของตนเองกับนิทรรศการกลุ่มไวท์ ครั้งที่ 3 (2527) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะเดินทางไปฝรั่งเศส ตอนหนึ่งความว่า

“…ผมชอบแสวงหาสิ่งใหม่ๆ เสมอ อันนี้เป็นบุคลิกส่วนตัวนะครับ และชอบค้นคว้า ทดลอง วิธีการแสดงออกในผลงานของผม ผมจะเอาความคิดเป็นแกนนำเทคนิค วิธีการแสดงออกทางรูปแบบและเทคนิคทางศิลปจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่ความคิดรวบยอดในแต่ละโครงเรื่องจะมีเป้าหมายอันเดียวกัน งานผมจะเป็นการใช้สัญลักษณ์มาแทนค่าความหมายหรือความรู้สึกนั้น รูปทรงที่สร้างมักจะเป็นสิ่งที่เราได้เห็นได้ง่ายในสังคมปัจจุบัน…เทคนิควิธีการของผมไม่ค่อยคำนึงวิธีการสร้างทางสีน้ำที่เคยเชื่อๆ กันมา เพราะผมถือว่าเป็นอุดมคติมากกว่า…สรุปความแล้วการทำสีน้ำของผมสนใจสิ่งต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์ระหว่างน้ำกับสีและกระดาษเป็นสื่อในการสร้างผลงาน…”

ในนิทรรศการวาระครบรอบ 10 ปีของกลุ่มไวท์ จัดแสดงที่แกลเลอรี่สีลมศิลปาวกาศ และที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า เมื่อปี พ.ศ. 2535 หัวข้อการแสดงได้ปรับเปลี่ยนไปสู่การนำเสนองานศิลปะส่วนบุคคลอย่างเต็มตัว สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มไวท์ ณ เวลานั้น ได้เติบโตขึ้นเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง และมีบทบาทในแวดวงศิลปะร่วมสมัยไทยและในต่างประเทศ อาจารย์มณเฑียรในวันย่าง 40 ได้ย้ายขึ้นไปสอนที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กำลังมีชื่อเสียงโด่งดัง มีประสบการณ์จัดแสดงผลงานในเวทีการแสดงระดับนานาชาติ เช่น ที่นิทรรศการ Salon de Mai ประเทศฝรั่งเศส นิทรรศการ Olympiad of Art in Seoul ประเทศเกาหลีใต้ เทศกาล Biennale of Sydney ประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น  นิทรรศการครั้งนี้ คล้ายกับเป็นจุดสิ้นสุดของกลุ่มไวท์ในฐานะกลุ่มศิลปินที่ทำการทดลองเรื่องจิตรกรรมสีน้ำ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนเป็นเพียงบันไดอีกก้าวหนึ่งของการเติบโตและสร้างสรรค์ในอาชีพศิลปินของสมาชิกแต่ละท่าน ปฏิเสธไม่ได้ว่า จุดมุ่งหมายในการทดลองสร้างสรรค์ของกลุ่มไวท์ได้ให้หลายสิ่งหลายอย่างกับศิลปินกลุ่มนี้ ซึ่งอาจารย์มณเฑียรได้เคยให้สัมภาษณ์แสดงถึงทัศนะของท่านที่มีต่อกลุ่มไวท์กับผู้จัดทำสูจิบัตรของนิทรรศการครั้งนี้ไว้ว่า

“รายละเอียดของผมก็คือเรื่องของกระบวนการทดลองการค้นคว้า จริงๆ แล้วเริ่มมาตั้งแต่ตอนที่เริ่มแสดงร่วมกับกลุ่มไวท์ เริ่มทำงาน Serious จริงๆ เมื่อตอนปริญญาโท แล้วมาทำงาน…. ศิลปินนั้นสัมพันธ์กับกระบวนการทางเทคนิค เทคนิคก็คือแบบอย่างของการแสดงออก ถ้าศิลปินเข้าใจกระบวนการของเขาเอง มันจะเริ่มเข้าใจตั้งแต่เริ่มเข้าใจถึงธรรมชาติของวัสดุหรืออะไรต่างๆ ที่เขาพัฒนาขึ้นมาอย่างเป็นระบบ…”

การเขียนเล่าถึงอาจารย์มณเฑียรและกลุ่มไวท์ อาจจะดูเหมือนเอาของเก่ามาเล่าใหม่ เป็นการนำเสนอประวัติศาสตร์ยุคเมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้วซึ่งหลายคนอาจจะรู้สึกว่าล้าสมัย แต่ในความเห็นของผู้เขียน บทบาทของกลุ่มไวท์ ตลอดจนบทบาทของศิลปินสมาชิกทุกท่านในกลุ่ม ล้วนเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทและอุดมการณ์ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ที่สำคัญคือเรื่องราวของการใช้งานศิลปะเป็นเครื่องมือในการสร้างมิตรภาพ ประสบการณ์ และความสัมพันธ์ที่ผูกมัดกลุ่มเพื่อนศิลปินให้แน่นแฟ้น ก่อเกิดเจตนาที่ดีในการช่วยขับเคลื่อนวงการศิลปะให้พัฒนาและมีความเคลื่อนไหว แน่นอนว่าบริบทของวงการศิลปะวันนี้อาจจะแตกต่างจากยุครุ่งเรืองของกลุ่มไวท์พอสมควร ทำให้การรวมตัวของศิลปินไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน หรือไม่อาจยึดถือเป็นแบบอย่างได้อย่างตรงไปตรงมา แต่ผมเชื่อว่ามิตรภาพและผลงานของกลุ่มไวท์น่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ดีให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้ศึกษาและเอามาปรับใช้ให้เหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบัน

วิโชค มุกดามณี, จิตใต้สำนึก, 2527

พิชิต ตั้งเจริญ, 16/1988, 2531

สรรณรงค์ สิงหเสนี, Box, 2527

ศุภชัย สุขีโชติ, ฤดูสีม่วง

ศราวุธ ดวงจำปา, Life

นิติ วัตุยา, ไม่มีชื่อ

 


About the Author

Chalotorn Anchaleesahakorn

ปิ๊งโกะ ชอบพูดชอบคุย ชอบดื่ม ชอบไอติม ชอบอ่านหนังสือ ชอบเดินแกลเลอรี ฝันอยากเดินทางรอบโลก



Back to Top ↑