News

Published on June 27th, 2017 | by Chalotorn Anchaleesahakorn

0

การกลับมา (อีกครั้ง) ของมณเฑียร บุญมา

บทความโดย วิชญ มุกดามณี

จากคอลัมน์ Art and Gallery ในนิตยสารไฟน์อาร์ท ฉบับที่ 102

“งานผมไม่ใช่เทคนิค แต่เป็นการเข้าไปจัดการกับวัสดุ วัสดุมันเร้าผม แล้วเทคนิคก็ไปตามวัสดุ …ผมเห็นฟาง ผมก็คิดว่าต้องเอามาม้วน ฟางมันต้องเป็นอย่างนี้ …ผมเป็นตัวกลางที่มานำสิ่งที่มีอยู่ให้มันอยู่ด้วยกัน ให้การยอมรับในวัสดุ ไม้ก็เป็นไม้ หนังก็เป็นหนัง …ผมก็ใช้วิธีของผม คือใช้วัสดุด้วยตัวของมันเอง มันประกอบยังไงก็ให้มันอยู่ยังงั้น ผมเพียงเป็นตัวกลางเอามาชนกันให้มันอยู่”

ส่วนหนึ่งจากคำพูดของมณเฑียร บุญมา อ้างอิงจากสูจิบัตร ตายก่อนดับ: การกลับมาของมณเฑียร บุญมา[1]

 “คุณลักษณะทางรูปธรรม นามธรรมของสมุนไพรดังกล่าวที่ข้าพเจ้านำมาใช้นี้ อาจจะกระตุ้นเร้าให้เราท่านได้ตระหนักถึงสภาวะทางการรับสัมผัสทางอายตนะต่างๆ ที่เรามีอยู่นี้ มีคุณสมบัติพอที่จะรับสัมผัสถึงคุณค่าที่ละเอียดอ่อนที่มีอยู่ในธรรมชาติ จากธรรมชาติ จากอดีตที่มนุษย์เคยสร้างหรือเคยมีมานั้น เรายังคงสามารถใช้อายตนะทางการเห็น ดม สัมผัสทั้งภายนอกและภายใน รับรู้สิ่งที่มีคุณค่าดังกล่าวได้ แม้นในสภาวะของสังคมโลกวัตถุในปัจจุบัน”

ส่วนหนึ่งจากถ้อยแถลงของ มณเฑียร บุญมา

อ้างอิงจาก สูจิบัตรนิทรรศการผลงานศิลปกรรมของมณเฑียร บุญมา และ ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์

ณ หอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปี พ.ศ. 2539

ส่วนหนึ่งจากคำพูดของ มณเฑียร บุญมา ศิลปินคนสำคัญที่มักจะถูกอ้างอิงจากวงการศิลปะทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติในฐานะ “ตำนาน” ของศิลปะร่วมสมัยไทย สะท้อนให้เห็นถึงแนวความคิดในการสร้างสรรค์งานศิลปะที่มีลักษณะพิเศษ มีความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวอย่างสูง มีความเป็น “ร่วมสมัย” แม้ว่าตัวศิลปินจะเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ผมยกตัวอย่างคำพูดของอาจารย์มณเฑียรที่สะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกการสร้างสรรค์ผลงานของอาจารย์มณเฑียรในสองลักษณะ คือ (1) ใช้ “วัสดุ” ในการสร้างสรรค์ มีความเคารพในธรรมชาติของวัสดุ และนำมาประกอบกันด้วยกระบวนการที่เรียบง่าย สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต จิตวิญญาณ และความเชื่อของไทย อย่างที่ ศ.ดร.อภินันท์ อธิบายไว้สั้นๆ ว่า “เป็นการผสมผสานวัสดุสายพันธุ์ใหม่”[2] และ (2) ใช้สมุนไพรมาเป็นส่วนประกอบในผลงานศิลปะ เพื่อก่อให้เกิดอรรถรสต่อประสาทสัมผัสทางการได้กลิ่นของผู้ดูงาน ถือเป็นแนวคิดสร้างสรรค์ที่พยายามสร้างประสบการณ์ในการรับชมงานศิลปะที่แปลกแตกต่างไปจากศิลปินท่านอื่นๆ อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับคติความเชื่อและวิถีชีวิตของไทยได้อย่างลึกซึ้งและน่าสนใจ นอกจากสองลักษณะที่ยกเป็นตัวอย่าง ผลงานของอาจารย์มณเฑียรที่เรารู้จักกันดียังมีอีกมากมายหลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น ผลงานที่นำรูปรอยมือจับทำจากดินเผา จิตรกรรมจากเทียนไข ดิน ผงซักฟอก ผลงานจัดวางบาตร โอ่งดินเผา ชามข้าว และผลงานประติมากรรมชุดศาลาแห่งจิต ที่สร้างความเชื่อมโยงระหว่างสภาวะภายใน-ภายนอกวัตถุ เปิดโอกาสให้คนดูสามารถมุดเข้าไปดูภายในผลงาน เป็นต้น เส้นทางการทำงานของมณเฑียรมีความหลากหลายและน่าตื่นเต้นอยู่เสมอ ศิลปินได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์รอบตัว วิถีชีวิตชนบท สังคมเมืองสมัยใหม่ เหตุการณ์ทางการเมือง มลภาวะ ปัญหาสิ่งแวดล้อม เรื่อยไปจนถึงการตั้งคำถามถึงความหมายที่แท้จริงของชีวิตและความตาย

น่าเสียดายที่ศิลปินผู้มากความสามารถ มีความคิดสร้างสรรค์อันโดดเด่น และเป็นอาจารย์ผู้ให้แรงบันดาลใจอย่างสูงแก่นักศึกษาศิลปะและศิลปินไทยจำนวนมากมาย กลับต้องเสียชีวิตไปก่อนวันอันควรด้วยโรคมะเร็ง ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นชื่อเสียงที่โด่งดังอยู่แล้วของอาจารย์มณเฑียรกำลังจะแพร่หลายมากยิ่งขึ้น มีนิทรรศการสำคัญๆ มากมายทั่วโลกติดต่อ รอคิวให้อาจารย์เดินทางไปเข้าร่วม มีหนังสือนิตยสารมากมายกำลังรอสัมภาษณ์ และมีโครงการศิลปะอีกมากมายที่ยังค้างคา รอให้อาจารย์กลับไปสร้างสรรค์ให้เสร็จสมบูรณ์ แม้แต่ในช่วงเวลาที่ป่วยหนักอยู่ในโรงพยาบาล ไม่สามารถใช้มือเขียนหรือร่างแบบผลงานได้ มณเฑียรพึ่งพาลูกศิษย์และผู้ช่วยที่สนิทสนมให้ร่างภาพตามที่เค้าบอกและปรับแก้ไขจนกว่าจะเป็นที่พอใจ มณเฑียรกล่าวไว้ว่า “แม้ผมจะป่วยด้วยโรคมะเร็ง ผมยังมีใจในการทำงาน ผมคิดถึงแนวความคิด โดยปราศจากรูปแบบทางเทคนิคในเบื้องต้น ผมคิดคำนึงแก้ไขให้ได้ผลสำฤทธิ์ของผลงาน ผมตื่นตั้งแต่ตีสามและคิดถึงงานของผมจนกระทั่งเจ็ดโมงเช้า…ทุกวัน ผมจะมีโครงการศิลปะอยู่ในหัว 5 โครงการ เมื่อผมตื่น ผมจะเริ่มคิดถึงผลงานชิ้นแรกและพยายามคิดหาทางแก้ปัญหาจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยสมบูรณ์ บางครั้งสำเร็จแค่ชิ้นเดียว วันต่อมาผมจะย้อนกลับไปคิดถึงชิ้นนั้นอีกครั้ง ผมจำได้”[3] จากคำพูดนี้แสดงให้เห็นว่าจิตวิญญาณความเป็นศิลปินของมณเฑียรไม่เคยมอดดับแม้ร่างกายต้องเผชิญด้วยโรคร้าย ยังมีงานศิลปะอีกจำนวนมากมายหลายชิ้นที่ศิลปินคิดสร้างสรรค์ขึ้น แต่ยังไม่มีโอกาสได้ลงมือทำ…

แม้ว่าอาจารย์จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่มีนิทรรศการมากมายที่จัดแสดงผลงานของมณเฑียร บุญมา ทั้งในลักษณะของนิทรรศการเดี่ยว และ นิทรรศการกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น นิทรรศการ Montien Boonma: Temple of the Mind ที่ Asia Society Museum ในปี 2546 นิทรรศการย้อนหลัง ตายก่อนดับ: การกลับมาของ มณเฑียร บุญมา ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป และนิทรรศการ “คนตายอยากอยู่ คนอยู่อยากตาย” ในศาลาไทย เวนิซเบียนนาเล่ ปี 2548 ผลงานภาพร่างบางชิ้นของอาจารย์มณเฑียร ทั้งที่ผ่านการสร้างสรรค์เป็นผลงานจริงแล้วและบางชิ้นที่ยังไม่ได้ขยายเป็นผลงานสำเร็จสมบูรณ์ ได้นำมาจัดแสดงร่วมในนิทรรศการเหล่านี้ ผ่านหูผ่านตาพวกเราอยู่เสมอๆ และล่าสุดได้มีการรวบรวมเฉพาะผลงาน sketch ของอาจารย์มณเฑียรมาจัดแสดงภายใต้ชื่อนิทรรศการว่า [มณเฑียร บุญมา]: ภาพร่างโครงการที่ค้างคา และผลงานที่หาชมยาก – [Montien Boonma] : Unbuilt / Rare Works จัดแสดง ณ หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน กรุงเทพฯตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน – 31 กรกฎาคม 2556 ด้วยความร่วมมือระหว่าง หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน Thai Art Archives และ คณะผู้จัดการทรัพย์สินของคุณมณเฑียร บุญมา

“เป็นนิทรรศการที่จัดขึ้นเพื่อแสดงผลงานที่ทรงพลังและทรงอิทธิพลทั้งต่อกลุ่มคนในรุ่นปัจจุบันและรุ่นหลัง นิทรรศการนี้มีการจัดแสดงงานสเก็ตช์ต้นแบบกว่า 60 ชิ้นที่หาชมได้ยาก อีกทั้งยังแสดงถึงกระบวนการคิด และ การทำงานของศิลปินผ่านของสะสม อย่างเช่น เอกสาร สมุดโน๊ต สมุดสเก็ตช์ภาพ สิ่งพิมพ์ ภาพถ่าย และวิดีโอ…งานนิทรรศการนี้ยังได้รับทั้งความร่วมมือและแรงบันดาลใจจากบทสัมมนาของนักวิจัยชื่อดัง คุณเวอร์จิเนีย เฮนเดอร์สัน ในปี 2548 เรื่องผลงานที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นของมณเฑียร บุญมา (Montien Boonma’s Unrealized Projects) ซึ่งเคยได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในหนังสือรวมผลงานเพื่อรำลึกถึงคุณมณเฑียรหลังการเสียชีวิตในปี 2548 เรื่อง ตายก่อนดับ: การกลับมาของมณเฑียร บุญมา (Death Before Dying: The Return of Montien Boonma) ซึ่งจัดโดย ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ อภินันท์ โปษยานนทน์ (รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม) ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป กรุงเทพฯทั้งนี้ คณะผู้จัดการทรัพย์สินของคุณมณเฑียร บุญมายังอนุญาตให้นำภาพร่างและร่างต้นแบบของงานประติมากรรมปี 2541 ชุดบ้านแห่งจักราศี (Zodiacal Houses) ซึ่งได้รับการรังสรรค์ขึ้นที่สำนักงานกองทุนศิลปะ อคาเดมี ชลอส โซลิถูด (Akademie Schloss Solitude) ในเมืองสตุทการ์ท ประเทศเยอรมนี มาจัดแสดง งานนิทรรศการนี้ได้รับความร่วมมือจากคุณฮานส์ อุลริช โอบริส ซึ่งเป็นภัณฑารักษ์ชาวสวิสที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ได้ หนังสือและงานนิทรรศการชื่อ ถนนที่ยังไม่ได้สร้าง (UNBUILT ROADS) ที่จัดขึ้นในปี 2540 นิทรรศการครั้งนี้เป็นการต่อยอด และเป็นกิจกรรมที่ขยายความจากผลงานของคุณโอบริส ซึ่งมุ่งเน้นด้านการแสดงผลงานของศิลปินที่ยังสร้างไม่เสร็จ หรือผลงานที่ไม่ได้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณชนและงานที่เป็นเพียงแนวคิด โดยถือว่างานเหล่านี้เป็นงานศิลปะแบบหนึ่งในตัวของมันเอง และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นหลักฐานอันแสดงถึงกระบวนการสร้างสรรค์ของศิลปินทุกคน ทั้งนี้ คุณโอบริสได้เชิญคุณมณเฑียรให้เข้าร่วมแสดงผลงานในงานนิทรรศการถนนที่ยังไม่ได้สร้าง (UNBUILT ROADS) ที่จัดขึ้นในปี 2543 มาก่อน แต่คุณมณเฑียรไม่สามารถเข้าร่วมงานดังกล่าวได้เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ ซึ่งในงานนิทรรศการ [มณเฑียร บุญมา]: ภาพร่างโครงการที่ค้างคา และผลงานที่หาชมยาก นี้ ได้มีการจัดแสดงจดหมายที่คุณมณเฑียรเขียนโต้ตอบกับเพื่อนและผู้ร่วมงานคือ คุณโอบริสและคุณเอดัวร์ มอร์โนลด์ ซึ่งได้ให้ความร่วมมือในการรวมรวบผลงานของคุณมณเฑียรเพื่อจัดแสดงในงานนิทรรศการครั้งนี้”[4]

คำว่าผลงานสเก็ตช์ (Sketch) สำหรับศิลปินทั่วๆ ไป มักจะหมายถึงภาพร่างต้นความคิดก่อนที่จะขยายไปเป็นผลงานจริง บางท่านใช้วิธีการสเก็ตช์เพื่อบันทึก รวบรวมข้อมูลและแรงบันดาลใจต่างๆ ที่เข้ามาในสมองก่อนจะนำไปใช้ทำงานจริง บางท่านร่างภาพอย่างละเอียดละออ มีสัดส่วนกำหนดไว้อย่างถูกต้อง สามารถส่งให้ผู้ช่วยขยายได้โดยไม่มีข้อสงสัย ในขณะที่บางท่านร่างภาพไว้คร่าวๆ เป็นไอเดีย สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ง่าย เป็นเค้าโครงรวมๆ ซึ่งเมื่อขยายใหญ่อาจจะแตกต่างจากภาพร่างต้นแบบจนแทบจำไม่ได้ก็มี ในเรื่องของเทคนิควิธีการก็มีความหลากหลาย ศิลปินบางคนร่างด้วยดินสอ บางคนร่างด้วยสี บางคนร่างภาพด้วยวัสดุสามมิติ บางครั้งความน่าสนใจและไอเดียที่สดใหม่ยิ่งทำให้ผลงานภาพร่างหรือภาพสเก็ตช์มีคุณค่าและความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผลงานจริง

สำหรับผลงานภาพสเก็ตช์ของมณเฑียร บุญมา ซึ่งส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปแบบสองมิติ ใช้ดินสอ ปากกา เกรยอง หรือแม้แต่วิธีการปะติดลงบนกระดาษ ถือได้ว่ามีลักษณะพิเศษที่น่าสนใจ กล่าวคือ ศิลปินไม่เพียงแต่ร่างภาพเพื่อใช้เป็นต้นแบบของผลงานชิ้นจริง แต่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยความตั้งใจจนกระทั่งสมบูรณ์ทั้งในแง่ของแนวความคิด องค์ประกอบภาพ และเทคนิควิธีการนำเสนอ สีสันที่ปัดป้ายอย่างสวยงาม มีการคิดคำนึงถึงบรรยากาศของสีสันที่เป็นเอกภาพ และแสดงฝีแปรง รอยขูดขีด เช็ดถู ปัดป้าย ที่รวดเร็วรุนแรง สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของศิลปินอย่างตรงไปตรงมา แม้แต่ตัวอักษรภาษาไทยภาษาอังกฤษหรือภาพถ่ายที่อาจารย์ปะติดเข้าไปเป็นข้อมูลประกอบก็ล้วนแล้วแต่มีขนาด ตำแหน่ง และทิศทาง ที่สอดคล้อง ผสานลงตัวกับองค์ประกอบโดยรวมของหน้ากระดาษ เรียกได้ว่าผลงานสเก็ตช์เหล่านี้สามารถนำไปเข้ากรอบแล้วจัดแสดงในฐานะผลงานศิลปะโดยไม่ต้องอาศัยผลงานชิ้นจริงมาประกอบให้เสียเวลา

วงการศิลปะอาจจะรู้จักอาจารย์มณเฑียรในฐานะศิลปินสื่อประสมที่ทำงานในลักษณะสามมิติเป็นหลัก แต่ถ้าหากนับผลงานสเก็ตช์จำนวนมากมายเหล่านี้เข้าไปด้วย อาจารย์มณเฑียรได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานสองมิติที่น่าสนใจและมีความโดดเด่นไม่แพ้กัน …ความพิเศษของงานสเก็ตช์ที่กล่าวไปแล้วสะท้อนให้เห็นถึงอุปนิสัยและแนวความคิดของศิลปินที่ให้ความสำคัญกับ “กระบวนการสร้างสรรค์” เป็นอย่างดี ศิลปินจริงจังและเต็มที่กับทุกขั้นตอนตั้งแต่การค้นหาแรงบันดาลใจ เริ่มคิดค้นหาไอเดีย การพัฒนาแก้ไขหาความลงตัวของผลงาน เรื่อยไปจนถึงการสร้างสรรค์ผลงานให้สำเร็จสมบูรณ์ ในมุมมองของผู้เขียน การที่ชื่อของอาจารย์มณเฑียรให้อิทธิพลอย่างสูงต่อวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย นอกเหนือจากความน่าสนใจของตัวผลงาน ความกล้าคิดกล้าทำ แนวคิดแปลกใหม่ที่ถ่ายทอดออกสู่สาธารณชน อีกสาเหตุหนึ่งคือเราสามารถเรียนรู้ข้อคิดและค้นหาแรงบันดาลใจในงานศิลปะของอาจารย์มณเฑียรได้จากทุกขั้นตอน ทุกแง่มุมในการทำงาน ยิ่งศึกษาลงลึกเข้าไปมากเท่าไหร่เรายิ่งมองเห็นความน่าสนใจได้ไม่สิ้นสุด

 

[1] นิทรรศการย้อนหลัง ตายก่อนดับ: การกลับมาของ มณเฑียร บุญมา จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ถึง 20 เมษายน 2548 จัดโดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม

[2] (ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์, 2548)

[3] แปลจากบทความเรื่อง Montien Boonma’s Unrealised Projects โดย Virginia Henderson จากสูจิบัตรนิทรรศการย้อนหลัง ตายก่อนดับ: การกลับมาของ มณเฑียร บุญมา

[4] ส่วนหนึ่งจากคำอธิบายนิทรรศการ [มณเฑียร บุญมา]: ภาพร่างโครงการที่ค้างคา และผลงานที่หาชมยาก จากเว็บไซต์หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน (Jim Thompson Art Center) เข้าถึงเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2556 (http://www.thejimthompsonartcenter.org/web/main.php?m=exhibitions&id=30)


About the Author

Chalotorn Anchaleesahakorn

ปิ๊งโกะ ชอบพูดชอบคุย ชอบดื่ม ชอบไอติม ชอบอ่านหนังสือ ชอบเดินแกลเลอรี ฝันอยากเดินทางรอบโลก



Back to Top ↑