Uncategorized

Published on July 19th, 2017 | by Chalotorn Anchaleesahakorn

0

ดนตรีนั้นคือชีวิต : Saxophone Pub

หากเราพูดถึงการฟังเพลง คนทั่วไปมักคิดถึงช่วงเวลาที่ต้องการความผ่อนคลายจากภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว เราฟังเพลงเพียงเพื่อหลีกหนีโลกแห่งความจริง หรือเพียงแค่ติดใจในทำนองหรือจังหวะที่ไพเราะเร้าอารมณ์ของมันเท่านั้น แต่เพลงหรือดนตรีที่เราฟังนั้นได้สะท้อนมุมมอง แนวคิด ไลฟ์สไตล์ของผู้ฟังได้มากกว่าที่เราเห็น แนวเพลงที่ฟัง ลักษณะที่ฟัง หรือแม้กระทั่งสถานที่ฟัง ทุกอย่างต่างส่งผลต่อประสบการณ์ทางดนตรีที่เราได้รับทั้งสิ้น ในปัจจุบันช่องทางการเสพดนตรีของเรานั้นต่างไปจากสมัยก่อน พื้นที่แสดงสดหาชมได้ยากขึ้น ดนตรีถูกทำให้เข้าถึงได้ง่ายจากเครื่องบันทึกเสียง อินเตอร์เนต สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ลดทอนประการณ์ทางดนตรีที่เราควรจะได้รับ การค้นหาพื้นที่เพื่อเสพดนตรีสดจึงเกิดขึ้น พร้อมกับแนวความคิดในการก่อร่างของสถานที่หนึ่ง ที่เป็นที่รวมผู้ฟังและผู้เล่นให้มาอยู่ในพื้นที่และบรรยากาศสบายๆ คล้ายนั่งฟังเพลงอยู่ที่บ้าน นั่นก็คือ ‘ผับ’ ซึ่งย่อมาจากคำว่า Public House ในวันนี้ Art Square จะพาทุกคนไปรู้จัก ‘Saxophone Pub’ ผับแนวบลูส์และแจ๊สร้านแรกๆ ของไทย

Saxophone Pub เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2530 โดยในยุคสมัยนั้นผับแนวบลูส์และแจ๊สไม่ปรากฎให้เห็นมากนัก ส่วนใหญ่จะอยู่ในโรงแรมหรู ซึ่งกลุ่มผู้ฟังเป็นชาวต่างชาติ หากเป็นคนไทยก็จะเป็นนักเรียนนอก นักธุรกิจ เป็นกลุ่มคนที่ค่อนข้างมีฐานะ ทำให้คนทั่วไปมองว่าดนตรีแนวบลูส์และแจ๊สเป็นดนตรีของคนรวย คนมีการศึกษา ฟังยากและซับซ้อน หากแต่ในทางกลับกันบลูส์และแจ๊สเป็นดนตรีที่ให้อารมณ์ ความรู้สึกสดและดิบไม่ปรุงแต่งมากเท่าเพลงชนิดอื่น ซึ่งจากจุดนี้ทำให้ คุณดิเรก น้ำฟ้า (เจ้าของร้าน) และเพื่อนที่ชื่นชอบในการฟังเพลงแนวนี้แวะเวียนไปร้านบราวชูการ์ (Brown Suger ก่อตั้งปี 2529) ที่เป็นผับบลูส์และแจ๊สแห่งแรกของไทยและตระเวนเที่ยวตามสถานที่ฟังเพลงต่างๆ ทำให้คุณดิเรกและเพื่อนตัดสินใจที่จะเปิด ผับสำหรับคอเพลงบลูส์และแจ๊สขึ้นในนามของ Saxophone Pub ซึ่งถือเป็นผับบลูส์และแจ๊สแห่งที่ 2 ของไทย

Saxophone Pub ตั้งอยู่ใจกลางกรุงย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นอาคารพาณิชย์ 3 คูหาดัดแปลงพื้นที่ภายในให้เหลือเพียงห้องเดียว เจาะเพดานทะลุชั้น 2 เพื่อให้ผู้ชมด้านบนได้ซึมซับเสียงเพลงจากวงดนตรีด้านล่างที่ผลัดเปลี่ยนเวียนกันมาเล่นให้ฟังสดๆ กันทุกคืน เมื่อก้าวเข้าไปในร้านเรากลับพบการตกแต่งพื้นที่ที่แตกต่างจากแนวเพลงของทางร้านซึ่งหลายคนคงติดภาพว่าต้องเป็นพื้นที่หรูหราอย่างล็อบบี้โรงแรม หากแต่คุณดิเรกมีความคิดว่า การฟังเพลงเพื่อความผ่อนคลายนั้นคือการฟังเพลงในบรรยากาศสบายๆ เหมือนได้พักผ่อนอยู่ที่บ้านจึงเลือกตกแต่งร้านด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มตัดกับแสงไฟสีส้มให้บรรยากาศอบอุ่น หากมองในระดับสายตาเราจะพบภาพงานศิลปะจากศิลปินหลายท่านหมุนเวียนมาประดับตกแต่งภายในร้านเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งรายได้จากการจัดจำหน่ายงานศิลปะทางร้านหัก 30% เพื่อบริจาคให้แก่มูลนิธิศิลปะเพื่อเด็ก และเมื่อเราขยับสายตาขึ้นไปข้างบนจะพบเครื่องดนตรีไทยประดับไว้กลางร้านรายล้อมไปด้วยเครื่องเป่าทองเหลืองฝรั่งเป็นสัญลักษณ์ว่าแม้ร้านแห่งนี้จะเล่นดนตรีแนวบลูส์และแจ๊สที่เป็นดนตรีตะวันตกแต่ก็ยังคงรักและเคารพในดนตรีไทยอยู่เสมอ

ดนตรีคือหัวใจหลักของร้าน ภาพเครื่องเสียงที่วางอยู่กลางห้อง คอกที่นั่งกั้นเป็นขอบเวที พื้นระดับเดียวกันกับที่นั่งทั่วไปทำให้วงดนตรีที่มาเล่นและผู้ฟังมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น วงดนตรีที่มาเล่นที่ร้านแห่งนี้ผลัดเปลี่ยนกันไปทุกวัน[1] บ้างเป็นขาประจำที่แวะเวียนมาตั้งแต่เริ่มเปิดร้าน อาทิ ที T-Bone, Koh Mr.Saxman, The Bangkok Connection, The Emergency และวงบิ๊กแบนด์ที่ขนเครื่องดนตรีมาเต็มวงกับสมาชิกทั้ง 10 คนอย่าง JRP Little Big Band ซึ่งในวันที่เราแวะเวียนไปที่ร้านก็เป็นวันที่วงนี้ขึ้นแสดงสดพอดี ดนตรีสดถือเป็นไฮไลค์ของร้านแห่งนี้ โดยวงดนตรีทั้งหมดจะเป็นวงคนไทย ช่วงวันอาทิตย์จะมีวงหน้าใหม่ที่ผ่านการคัดเลือกได้มาแจ้งเกิดในร้านเป็นประจำทุกสัปดาห์ อาทิวง เบบี้บลูส์แบนด์ที่ปัจจุบันมีผลงานเพลงออกมาในนามของวง อพาร์ตเมนต์คุณป้า ก็แจ้งเกิดจากร้านแห่งนี้เช่นกัน

บอล นิรัตน์ บุญญาเศวต ได้กล่าวถึงดนตรีบลูส์และแจ๊สในไทยได้อย่างน่าสนใจ “แนวเพลงบลูส์และแจ๊สสมัยก่อนไม่ได้เป็นที่รู้จักมากเท่าตอนนี้ ที่เริ่มมีคนฟังเยอะขึ้นส่วนหนึ่งมาจากสื่อที่ทำให้คนเข้าถึงเพลงแนวนี้ได้ง่ายขึ้นและอีกอย่างคือเราปรับเปลี่ยนแนวบลูส์และแจ๊สให้เข้ากับยุคสมัย ศิลปินรุ่นใหม่ก็มีส่วนช่วยให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าถึงเพลงแนวนี้มากขึ้นศิลปินของไทยก็มีพี่แมว จิระศักดิ์ ปานพุ่ม พี่โก้ มิสเตอร์แซกแมน บางคนเอาเพลงเก่ามาร้องใหม่ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนรุ่นใหม่รู้จักเพลงเก่ามากขึ้น ซึ่งเมื่อเขาชอบแล้วเราก็ค่อยๆ ใส่แนวดั้งเดิมลงไปให้เขาฟังและตัดสินว่าจะชอบหรือไม่ชอบแนวบลูส์และแจ๊ส” ในส่วนของกลุ่มคนฟังเพลงบลูส์และแจ๊สก็มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย หลายคนเข้ามายังร้านแห่งนี้เพราะชื่อเสียงของทางร้านที่โด่งดังเรื่องเพลง และเมื่อได้เข้ามาฟังแล้วถึงได้พบว่าเพลงบลูส์และแจ๊สเป็นดนตรีที่น่าสนใจ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่าดนตรีสดคือหัวใจหลักของร้านแห่งนี้ การเล่นทุกครั้งจะให้อารมณ์และความรู้สึกต่างกันไป บลูส์และแจ๊สคือดนตรีที่มีภาษาเป็นของตัวเอง ทุกครั้งที่มีแสดงสดเมโลดี้ของเพลงจะเปลี่ยนไป การส่งอารมณ์ของนักดนตรีกับการโซโล่ในแต่ละท่อนปรับไปตามบรรยากาศและอารมณ์ของเพลง ณ ขณะนั้นซึ่งความสดตรงนี้ทำให้ดนตรีบลูส์และแจ๊สแตกต่างจากดนตรีแนวอื่น ผู้ฟังก็จะได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำกันทุกครั้งที่มาฟัง

แม้เพลงบลูส์และแจ๊สจะไม่เป็นที่แพร่หลายมากนักในสังคมไทย หากแต่ก็ยังปรากฎพื้นที่ให้นักฟังเพลงและผู้ที่ชื่นชอบได้มารวมตัวกัน บางคนแจ้งเกิดการเป็นนักดนตรีอาชีพจากร้านแห่งนี้ บางคนได้พบมิตรสหายที่ชื่นชอบดนตรีประเภทเดียวกัน Saxophone Pub เปรียบเสมือนพื้นที่ทางการแลกเปลี่ยนและรวมตัวของกลุ่มคนที่มีรสนิยมทางดนตรีแบบเดียวกัน เพื่อเชื่อมต่อกับเข้ากับชุมชนทางวัฒนธรรมร่วมรสนิยม รวมทั้งเป็นพื้นที่แบ่งปันตัวตนในกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมร่วมกันด้วย Saxophone Pub จึงไม่ใช่เพียงแค่ร้านอาหารที่ขายเครื่องดื่มและมีดนตรีสด หากแต่มีรากฐานทางวัฒนธรรมที่ทั้งนักดนตรี และผู้ฟังเข้ามาสร้างร่วมกัน หากใครอยากทำความรู้จักกับดนตรีบลูส์และแจ๊สในบรรยากาศอื่นๆ เราก็มีร้านอื่นมาแนะนำ อาทิ Brown Sugar, Jazz Happen Bar, Jazz Sushi ที่กระจายตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และหากอยากขึ้นเหนือไปฟังดนตรีพร้อมอากาศหนาวเราก็ขอแนะนำ North Gate Jazz ที่เชียงใหม่ และร้าน Le Petit Café ที่เชียงราย และสุดท้ายนี้เราของแนะนำให้ผู้อ่านได้ลองไปสัมผัสบรรยากาศที่ทำให้มุมมองต่อดนตรีบลูส์และแจ๊สของผู้เขียนเปลี่ยนไปแปลงไปที่ Saxophone Pub แล้วคุณจะพบว่าดนตรีแนวนี้ไม่ได้ฟังยากอย่างที่คิด

 

 

 

[1] สามารถเช็คตารางการแสดงได้จาก www.saxophonepub.com


About the Author

Chalotorn Anchaleesahakorn

ปิ๊งโกะ ชอบพูดชอบคุย ชอบดื่ม ชอบไอติม ชอบอ่านหนังสือ ชอบเดินแกลเลอรี ฝันอยากเดินทางรอบโลก



Back to Top ↑