Events

Published on December 4th, 2018 | by Nina NTK

0

Untitled Poems of Théodore Rousseau

Untitled Poems of Théodore Rousseau 

By Natee Utarit

Tang Contemporary Art Bangkok

Oct. 4-28, 2018

“ภาพวาดของธีโอดอร์ รุสโซ คือบทกวี” นี่คือคำกล่าวของนที อุตฤทธิ์ที่มีต่อผลงานภาพวาดจิตรกรรมทิวทัศน์ของรุสโซ ที่ป่าฟองเตลโบล (Fontainebleau) บริเวณทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ที่ๆ ความงามของธรรมชาติได้รับการแปรเปลี่ยนให้เป็นห้วงอารมณ์และความรู้สึก และเป็นสถานที่เดียวกับที่ศิลปินใช้เวลาเพื่อรังสรรค์ภาพวาดอันงดงามของต้นโอ๊คกว่า 50 ต้น ซึ่งจัดแสดงในนิทรรศการนี้ “ภาพวาดทิวทัศน์ของรุสโซ คือบทกวี” คำกล่าวนี้คงไม่เกินจริง เมื่อเรามองดูผลงานจิตรกรรมทิวทัศน์ที่ไม่มีตัวแสดง (figure) และเหลือไว้เฉพาะเพียงบรรยากาศอึงอลที่อบอวลไปด้วยความรู้สึก ซึ่งแตกต่างไปจากจิตรกรรมประวัติศาสตร์ อันมีตัวแสดงเป็นตัวดำเนินเหตุการณ์ ทั้งนี้การปรากฏเฉพาะภาพบรรยากาศทิวทัศน์ ต้นไม้ แสงแดด และสภาพภูมิประเทศยังเป็นสัญญะในเชิงกวีที่พรรณาไปถึงอารมณ์และความรู้สึกที่ต่างไปจากการรับรู้แบบเดิม บรรยากาศ ความอ่อนนุ่มของสีสันเหลืองส้มที่สลับกับความอึมครึมของความหม่นหมอง ล้วนสร้างความสะเทือนอารมณ์ (romantic) ให้กับสายตาที่จ้องมอง สิ่งเหล่านี้คือจุดนัดพบแห่งความหอมหวนที่อบอวลไปด้วยแสงอาทิตย์ หรือแม้แต่ความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังที่มาจากความทุกข์ทรมานภายใน การรับรู้ในเชิงสัมผัสเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงการรับรู้เพียงประสาทสัมผัสของการมองเห็น แต่ลึกลงไปกว่านั้น คือ ‘สาร’ ที่ส่งไปยังผู้รับ ด้วยการสื่อสารอารมณ์จากภายในผ่านการพบเห็นสิ่งแวดล้อมจากภายนอก จึงทำให้งานจิตรกรรมทิวทัศน์ของรุสโซประหนึ่งบทกวี ซึ่งใครเล่าจะไปคิดว่าจิตรกรรมทิวทัศน์จะสามารถสื่อไปถึงความรู้สึกที่อยู่เบื้องลึกที่มากไปกว่าการเป็นฉากที่อยู่เบื้องหลังได้ โดยนัยนี้การรับรู้ในผลงานจิตรกรรมทิวทัศน์ของรุสโซจึงก่อให้เกิดแรงปะทะของสภาพแวดล้อมจากภายนอกซึ่งส่งผลต่อสภาวะจิตใจของผู้ชมโดยตรงและแทบจะเรียกได้ว่าภาพวาดของรุสโซคือศิลปะนามธรรมแขนงหนึ่ง

 

หากเราพูดชื่อ ‘นที อุตฤทธิ์’ หลายคนคงนึกถึงผลงานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาและสังคมในเชิงสัญญะในปี 2014-2016 เช่น ผลงานในชุด The Altarpieces หรือจิตรกรรมบนฉากประดับแท่นบูชา รวมถึงผลงานในชุด Illustration of the crisis (2010) ในขณะที่ Untitled Poems of Théodore Rousseau กลับนำเสนอความหมายที่ต่างออกไป คือการมุ่งเน้นสัญญะที่มาจากสภาวะทางความรู้สึกพร้อมกับการให้ความสำคัญกับความงามจากการรับรู้ต่อธรรมชาติที่อยู่รอบๆ ตัว ขณะเยือนประเทศสิงคโปร์ เมื่อมองลงมาจากตึกสูงไปยังทัศนียภาพเบื้องล่างเพื่อถ่ายรูปภาพทิวทัศน์ของอาคารบ้านเรือนและหมู่แมกไม้ นทีกลับค้นพบว่าภาพถ่ายที่ได้นั้นสวยแต่ขาดบางอย่าง “รูปที่ได้จากโทรศัพท์มือถือก็สวย แต่ว่ามันไม่ใช่ภาพจริงตรงนั้น มันไม่ใช่สิ่งที่เราเห็นตรงนั้น ผมก็เลยนึกไปถึงวิธีการที่มัน manual กว่า นั่นคือการวาด” นทีกล่าว จากเหตุการณ์ใครั้งนั้นจึงก่อให้เกิดเป็นผลงานชุด View from the Town, 2018 พร้อมกับการจุดประกายที่นำไปสู่การค้นหาความหมายในคุณค่าของงานจิตรกรรมทิวทัศน์ให้กับผลงานในชุดนี้ 

การค้นหาความหมายของจิตรกรรมทิวทัศน์ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ หากมองย้อนกลับไปในอดีต การให้คุณค่าต่อจิตรกรรมทิวทัศน์เกิดขึ้นมานานแล้ว เนื่องจากการตีให้คุณค่าของซาลองในศตวรรษที่ 17 ซึ่งให้คุณค่าต่อจิตรกรรมประวัติศาสตร์ ภาพปกรณัม และชีวิตประจำวันมากกว่า ในขณะที่จิตรกรรมทิวทัศน์ถูกลดคุณค่าและไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนัก เพราะเชื่อว่าจิตรกรรมทิวทัศน์คือ ‘การเลียนแบบ’ มากกว่าการแสดงสื่อสารที่ลึกซึ้งในด้านอารมณ์และความรู้สึก เช่นเดียวกับภาพหุ่นนิ่ง เพราะจิตรกรรมประวัติศาสตร์มีตัวแสดง (figure) ที่สามารถสื่อถึงอารมณ์และความรู้สึกในขณะที่ภาพหุ่นนิ่งหรือภาพทิวทัศน์เป็นไปในทางตรงกันข้าม ด้วยเหตุนี้ภาพหุ่นนิ่งและภาพทิวทัศน์จึงถูกนำมาใช้เป็นแบบสำหรับผู้ที่เริ่มต้นฝึกวาดภาพแทน ดังนั้นเมื่อรุสโซวาดภาพทิวทัศน์โดยใช้บรรยากาศสื่อสารถึงห้วงอารมณ์ได้จุดนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนทำให้ภาพวาดทิวทัศน์กลับมามีบทบาทและยังเป็นอิทธิพลต่อมาให้กับจิตรกรรมลัทธิ Impressionism

การทำงานในผลงานชุดนี้ นทีเริ่มต้นจากการทดลองวาดภาพทิวทัศน์ในสถานที่เดียวกับที่รุสโซและกลุ่มบาบิซง (Barbizon school) เคยทำงาน โดยเริ่มต้นการทำงานแบบเดียวกับวิธีการวาดในสมัยก่อน คือวาดจากสิ่งที่ตามองเห็นโดยตรง หรือการวาดด้วย ‘การเห็นแบบบริสุทธิ์’ ซึ่งแสดงให้เห็นการปฏิเสธการใช้เทคโนโลยี เพื่อลดช่องว่างต่อการรับรู้ภาพจากบรรยากาศโดยรอบ เมื่อเราใช้สายตาของเราจ้องมองไปยังวัตถุโดยตรง การเข้าถึงอารมณ์และการรับรู้ถึงบรรยากาศจึงเป็นของจริงและมีพลัง ด้วยวิธีการนี้จึงเสมือนกับการทดลองเพื่อค้นหาคุณค่าในการรับรู้ภาพจิตรกรรมทิวทัศน์ โดยภายใต้ชื่อนิทรรศการเดียวกัน ผลงานชุดนี้ยังเคยจัดแสดงมาแล้วในสิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งชุดผลงานจะประกอบไปด้วย ภาพวาดของต้นโอ๊คและภาพวาดทิวทัศน์ของป่า ด้วยตัวแสดงที่แตกต่างกันนี้จึงเหมือนกับการทดลองเพื่อค้นหาวิธีการในการนำเสนอ จนท้ายสุดเกิดเป็นมิติใหม่ในจิตรกรรมทิวทัศน์ “ผมจะสามารถวาดภาพต้นโอ๊คแต่ละต้นเพื่อนำมารวมกันแล้วเกิดเป็นภาพจำของป่าแห่งนั้นหรือการเป็นจิตรกรรมทิวทัศน์ขึ้นภายหลังได้หรือไม่ ในห้องจัดแสดงภาพ”

เมื่อเดินเข้าไปยังห้องจัดแสดงเราจะเห็นภาพวาดสีน้ำมันของโคนต้นโอ๊คหลายต้น ทั้งสีเขียว สีน้ำตาลอมเหลือง สีเทา และสีน้ำตาลเข้ม ต้นโอ๊คเหล่านี้ถูกติดตั้งไว้ในระยะที่เกือบจะติดพื้น ผนังสีขาวที่ตัดกับสีน้ำตาลทองของพื้นไม้ในห้องจัดแสดงช่วยขับเน้นให้ภาพโดดเด่น ขณะมองไปยังภาพของโคนต้นโอ๊คแต่ละต้น ผู้ชมจะสามารถรับรู้ได้ถึงความสงบที่มีมนต์ขลัง การลดทอนของภาพต้นไม้ทั้งต้นมาเฉพาะบริเวณโคนยังแสดงให้เห็นการคำนึงถึงระยะในการรับรู้ของขนาดต้นไม้ในพื้นที่จริง และเมื่อโคนต้นไม้เหล่านี้ถูกรวมมาจัดแสดงไว้ภายในห้องเดียวกันจะทำให้เกิดการรับรู้มุมมองแบบใหม่ที่ไม่ใช่เพียงแค่ความแบนแบบ 2 มิติ อีกต่อไป เมื่อเราหยุดพิจารณาถึงต้นโอ๊คในภาพวาดแต่ละต้น เราจะเห็นความแตกต่างในรายละเอียด ทั้งสีสันของต้นไม้ สภาพผิวของต้นไม้ รวมถึงมอสเขียวชอุ่มที่ขึ้นแทรกอยู่ตามลำต้นซึ่งต้นไม้แต่ละต้นล้วนมีเรื่องราวความผูกพันโดยตรงกับศิลปิน การใส่รายละเอียดที่แตกต่างกันของต้นไม้จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงความผูกพันและความประทับใจที่มีต่อบรรยากาศโดยรอบ “ผมสนใจแนวของต้นโอ๊คที่ขึ้นเรียงรายอยู่รอบๆ ป่า ต้นโอ๊คแต่ละต้นมันมีบุคลิกภาพที่เฉพาะของมัน ผมจำต้นโอ๊คหลายต้นที่ผมวาดได้ และหลายครั้งผมก็ใช้ในการจดจำทิศทางในการกลับที่พัก”

ความหลงใหลต่อสภาพภูมิประเทศและบรรยากาศภายในผืนป่าถูกคละเคล้าไปด้วยกลิ่นอายของไอแดด เส้น สี และความอบอุ่นได้รับการถักทออย่างละมุนละไมจากห้วงอารมณ์คล้ายกับว่าบรรยากาศในป่านั้นมีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาพแวดล้อมเหล่านี้สามารถสร้างสภาวะทางอารมณ์ให้กับผู้พบเห็นที่เข้ามาสัมผัส ซึ่งแน่นอนว่าความประทับใจต่อบรรยากาศในป่าแห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับรุสโซแต่เพียงผู้เดียว เพราะบรรยากาศยังหยั่งมาสู่ศิลปินอีกหลายๆ คนในกลุ่มจิตรกรบาบิซง (Barbizon School) ซึ่งนอกจากบรรยากาศภายในภาพที่มีความน่าหลงใหลแล้วผลงานชุด Untitled Poems of Théodore Russeau ยังมีความสำคัญในแง่ของ ‘การเป็นภาพจิตรกรรมทิวทัศน์ในพื้นที่ร่วมสมัย’ กล่าวคือ การจำลองพื้นที่ในห้องจัดแสดงให้เสมือนกับพื้นที่ป่าแสดงให้เห็นถึงการสร้างจุดเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่จริงและพื้นที่จำลองซึ่งไม่ว่าพื้นที่ใดก็สามารถสร้างอารมณ์ความรู้สึกในการรับรู้ถึงบรรยากาศในผืนป่าได้ (คล้ายกับแนวคิดของภาพถ่าย) ในขณะเดียวกันพื้นที่จำลองนี้ยังเป็นการวิพากษ์ไปถึงสื่อที่ใช้คือระหว่างภาพวาดจิตรกรรมและสื่อในโลกร่วมสมัยด้วย “ผมตั้งใจอยากจะให้พื้นที่แสดงงานกับตัวภาพที่เรียงรายอยู่นี้ สร้างจุดเชื่อมโยงบางอย่างที่มันจำลองประสบการณ์ตรงในป่าขึ้นมา ซึ่งงานของผมก็ดูเหมือนมันทำหน้าที่ในการยื่นกุญแจ ให้ผู้ชมเข้าไปสู่โลกของการรับรู้ทางความคิด และความรู้สึก ที่มันสามารถอ้างอิงถึงประวัติศาสตร์ของจิตรกรรมและโลกที่เรามองเห็น” 

ประการที่สองคือ ‘การนำเสนอภาพวาดจิตรกรรมทิวทัศน์แบบใหม่’ โดยอย่างที่รู้กันดีว่าการรับรู้ถึงทัศนียภาพในงานจิตรกรรมย่อมมีข้อจำกัดในแง่ของมุมมอง 2 มิติ บนผืนผ้าใบผืนเดียวจึงไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกไปได้ทั้งหมด ดังนั้นการสร้างมิติของภาพด้วยการใช้พื้นที่ของห้องจัดแสดงจึงสามารถช่วยขยายมุมมองหรือความแบนของภาพจิตรกรรมได้ เพราะหากเราเลือกมุมใดมุมหนึ่งเพื่อจะนำเสนอก็อาจเป็นการลดทอนการรับรู้ของผู้ชม และนี่คือปัญหาที่จิตรกรหลายคนคำนึงถึง ซึ่งคล้ายคลึงกับแนวคิด Reverse Perspective ของเดวิด ฮอคนีย์ที่พยายามนำเสนอภาพวาดที่สามารถมองได้ทุกมุมมอง เพื่อไม่จำกัดกระบวนการทางความคิดของการมองภาพของผู้ชม ดังเช่นผลงาน The Bigger Picture ที่ฮอคนีย์ใช้กล้อง 9 ตัวในการถ่ายภาพเพื่อเก็บรายละเอียดบรรยากาศบ้านเกิดที่ยอร์คเชียร์ (Yorkshire) พร้อมกับการวาดภาพในสถานที่จริง สิ่งเหล่านี้จึงแสดงถึงการนำขยายมุมมองของจิตรกรรมทิวทัศน์แบบใหม่ที่แตกต่างไปจากการวาดภาพจิตรกรรมทิวทัศน์ในอดีต และยังแสดงให้เห็นถึงความพยายามของเหล่าศิลปินที่ต้องการขยายขอบเขตของการรับรู้ต่อจิตรกรรมทิวทัศน์ให้กว้างมากขึ้น ดังนั้นความน่าสนใจในผลงานชุดนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามที่มาจากเส้น สี และฝีแปรง แต่มันคือการนำผู้ชมเข้าไปสู่ห้วงอารมณ์ที่งดงามในบรรยากาศที่มีมนต์เสน่ห์ตราตรึงของผืนป่าอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดในพื้นที่ของโลกร่วมสมัย จากสถานที่เดิมซึ่งเป็นต้นกำเนิดของจิตรกรรมกลุ่มบาบิซง พร้อมกับการชักชวนผู้ชมที่กำลังย่ำอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวให้ออกไปชื่นชมความงามของธรรมชาติจากภายโลกนอกที่โอบล้อมเราไว้ พร้อมกับการทวงถามถึงคุณค่าในจิตรกรรมทิวทัศน์ในโลกร่วมสมัยที่ไม่ใช่แค่ฉากพื้นหลังอีกต่อไป 

“ผมเชื่อว่าจิตรกรรมทิวทัศน์ยังคงเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ไม่ว่าโลกศิลปะจะไปสู่ความก้าวหน้าขนาดไหนก็ตาม ภาพทิวทัศน์ก็ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาผลงานจิตรกรรม ซึ่งปัจจุบันก็ยังทำหน้าที่แบบนั้นอยู่ และยังขยายขอบเขตไปสู่การสื่อสารที่สลับซับซ้อนในเนื้อหาอื่นๆ มากไปกว่าการที่ถูกมองว่าเป็นภาพพื้นหลังหรือ background ของภาพเขียนอย่างในอดีตที่เราเข้าใจกัน และสิ่งนี้เองที่ทำให้ผลงานจิตรกรรมทิวทัศน์ยังมีลมหายใจ และพื้นที่สำหรับตัวเองในโลกศิลปะร่วมสมัยซึ่งไม่ว่าจะถูกประเมินคุณค่าอย่างไรก็ตาม ภาพจิตรกรรมมทิวทัศน์ก็ยังคงมีอยู่ตราบเท่าที่ยังมีการทำงานจิตรกรรม ผมเชื่อแบบนั้นนะครับ”

นที อุตฤทธิ์


About the Author

Nina NTK

ความสวยงามของชีวิตคือการได้ทำในสิ่งที่หัวใจโหยหา



Back to Top ↑