Artist Talk

Published on March 9th, 2021 | by Chalotorn Anchaleesahakorn

0

อายิโน๊ะ วีรพงษ์ ศรีตระกูลกิจการ

วันนี้เรามีนัดหมายกับอายิโน๊ะ  วีรพงษ์ ศรีตระกูลกิจการ กับผลงานนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 8 ภายใต้ชื่อ “ชาดก” ตารางนัดหมายของเราเป็นช่วงบ่ายโมงเพื่อที่ว่าหลังจากพูดคุยเสร็จแล้วเราจะสามารถแยกย้ายกลับบ้านได้ก่อนเวลารถติดของย่านสีลม บางรัก และสาทร Number 1 Gallery ตั้งใจอยู่ใจจกลางย่านที่รถตืดที่สุดย่านหนึ่งของเมือง บนถนนสีลมซอย 21 บ้านไม้สองชั้นแยกตัวออกจากอาคารอื่นในซอยด้วยนูปแบบและสีสันเฉพาะตัว การเดินทางในวันนี้เราทั้งสองคนต่างเลือกใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าลงสถานีสุรศักดิ์ และการนั่งเรือลงท่าเรือสาทร ต่างคนต่างเลือกที่จะเดินมาจากคนละทางเพื่อมาเจอกันที่จุดหมายเดียวกัน

เริ่มต้นบทสนทนาอย่างเป็นกันเองงานเดี่ยวครั้งที่ 8 คงไม่เหลืออะไรให้ทำความรู้จักกันใหม่มากมายนัก ความคุ้นเคยตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัยเรื่อยมาจนถึงวัยทำงานทำให้รู้ว่า ผู้ชายคนนี้ใช้ชีวิตเหมือนเดิมไม่มีผิด!!!

ถาม: ทำงานศิลปะรวมๆ มาแล้วทั้งหมดกี่ปีเรียกตัวเองว่าเป็นศิลปินมาแล้วกี่ปี?

อายิโน๊ะ:จริงๆ ยังไม่เคยเรียกตัวเองว่าเป็นศิลลปินเลยนะ แต่ถ้าถามเรื่องทำงานศิลปะอย่างจริงจังมาแล้วกี่ปีก็ขอนับตั้งแต่หลังเรียนป.โทจบ ก็ประมาณปี 2551

ถาม: หลังเรียนจบถึงนับว่าทำงานศิลปะเต็มตัวหรือ?

อายิโน๊ะ:ใช่ เพราะตอนเรียนมันคืองานเรียน มันทำเพื่อเรียน ถามว่ามันเป็นงานศิลปะมั้ยก็เป็นแต่ก็เป็นเพื่อเรียน ตอนเรียนทำงานภาพพิมพ์ต้องมีสูตร มีเรื่อง มีรูปแบบการทำงานที่ต่อเนื่อง อยู่ในขอบเขตตามหลักสูตร แต่พอเรียนจบมันไม่ต้องเป็นอย่างนั้น เราไม่จำเป็นต้องทำงานส่งใคร มันขึ้นอยู่กับเราทั้งหมด แต่ช่วงแรกที่ยังติดแบบตอนเรียนอยู่ แต่พอมาวันนึงก็ตั้งข้อสงสัยกับตัวเองว่างานมันคืออะไร ศิลปะมันคืออะไร ทำไมเราถึงต้องทำมัน ทำไปทำไม แล้วตัวศิลปะมันมีหน้าที่ มีคุณค่ายังไง พอมันสงสัยเรื่อยๆ ก็คิดว่างานมันไม่ได้อยู่ที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว เรามีความสนใจหลายอย่างเยอะมากในแต่ละวัน เลยคิดว่างั้นย้อนกลับไปทำเหมือนตอนเด็กดีกว่า อยากวาดอะไรก็เอามาวาดเลย ทิ้งรูปแบบเดิม อาจไม่ได้มีเจตนาที่จะเล่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ แต่หยิบเอาสิ่งรอบตัวมาทำงาน

ถาม: แล้วแบบนี้แต่ละครั้งแต่ละชิ้นงานมันจะจบที่ตรงไหน?

อายิโน๊ะ:ตอนนี้การทำงานแต่ละครั้งของมันคือการฝึกปรือสัญชาตญาณของตัวเองเลยก็ว่าได้ ไม่ต้องมีแบบแผนแต่เราต้องรู้ตัวตลอดเวลาว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ใช่ทำตามแบบที่ร่างไว้ มันเหมือนการได้โต้ตอบกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา ตอนทำงานไม่ได้คิดถึงเรื่องทฤษฎี เรื่องสีหรือองค์ประกอบอะไร ของพวกนี้มันมีติดตัวเรามาตั้งแต่ตอนเราเรียน มันออกมาของมันเอง

ถาม: แต่ตอนเรียนเรียนภาพพิมพ์นะ?

อายิโน๊ะ:การเล่าเรื่องวาดรูปที่เห็นมันมีมาตั้งแต่ตอนทำภาพพิมพ์แล้วเหมือนกัน แต่ตอนนั้นมันต้องมีโครง ร่างบางส่วนแล้วค่อยมาเติมต่อ การเพ้นท์มันไปได้เรื่อยๆ แต่ภาพพิมพ์จะมีข้อจำกัดเชิงเทคนิค

ถาม: แล้วแบบนี้ทำไมตอนเรียนไม่เลือกเรียนเพ้นท์?

อายิโน๊ะ:ตอนนั้นอยากรู้ว่าภาพพิมพ์มันเป็นยังไง เพราะภาพพิมพ์ถ้าไม่ได้เรียนมันจะไม่รู้ เราจะไม่ได้ใช้แท่นพิมพ์ ตอนนั้นที่เลือกเรามองเห็นรูปแบบทางความคิดอะไรใหม่ๆ ในนั้น ตอนเด็กเรารู้จักแค่วาดรูปแต่พอเข้าไปมันมีสอนเรื่องอื่น เรื่องความคิด conceptual งานภาพพิมพ์จะเน้นเรื่องความคิดเยอะมาก ก็เลยเลือกที่จะเรียนภาพพิมพ์ แต่พอเข้าไปเรียนจริงก็ปรับรูปแบบของภาพพิมพ์ให้เข้ากับรูปแบบความคิดของเรา ก็คือง่ายๆ อย่างเช่นตอนแกะไม้เรารู้สึกว่าอะไรที่เป็นร่องมันก็เอามาพิมพ์ได้หมด เราก็เอามาพลิกแพลงเป็นงานภาพพิมพ์แบบเพ้นท์ของเรา

ถาม: ความที่มองอะไรง่ายๆมันส่งผลต่อรูปแบบงานที่เราทำตอนนี้มั้ย?

อายิโน๊ะ:ส่งผลนะ หลายคนมีปัญหาว่าคิดงานไม่ออก แต่สำหรับเราไม่มีเลย เพราะไม่ได้ทำงานโดยใช้รูปแบบหรือเรื่องราวมานำเรื่อง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในงานไม่มีเรื่องราวนะ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรในหัว แต่ทุกงานมันมีเรื่องราวเป็นเอกเทศจากกัน ทุกตัวละครในภาพก็เป็นเอกเทศจากกัน แต่จะมีเรื่องรวมที่เชื่อมโยงกันอยู่

ถาม: จุดมุ่งหมายในงานศิลปะของพี่คืออะไร?

อายิโน๊ะ:จะตอบยังไงดีหล่ะ ถามหาจุดมุ่งหมายมันซับซ้อนนะ หลักๆ คือสำหรับตัวเอง เราคล้ายจะมีมันมาตั้งแต่เกิด มีนิสัยชอบวาดรูปมาตั้งแต่เกิด ศิลปะเป็นเครื่องมือที่เราต้องยึดเหนี่ยวเอาไว้ให้ตัวเองมีคุณค่า และเมื่อรู้สึกกับมันเช่นนั้นแล้ว ก็อยากรู้จักกับมันให้มากที่สุด ก็คือการใช้ตัวมันเรียนรู้ตัวมัน วาดรูปเพื่อให้เข้าใจในสิ่งที่ทำ เข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรบางอย่าง

ถาม: ผ่านมาขนาดนี้มั่นใจในศิลปะสิ่งที่เรายึดเหนี่ยวมากขนาดไหน?

อายิโน๊ะ:ขึ้นๆ ลงๆ มันเป็นเกียรติของเราจริงๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสังคม มันคือการทำงาน การทำงานที่บอกว่าเราเป็นอะไร มันอยู่ในงาน ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กก็รู้ว่าเรื่องศิลปะคือเรื่องที่สำคัญที่สุดของเรา ตอนนั้นไม่ได้มองว่าเป็นศิลปะ แต่คือการวาดรูป เราเรียนไม่เก่ง วาดรูปอย่างเดียว เลยรู้สึกว่าสิ่งนี้สำคัญกับเรา

ถาม: ถ้ามันสำคัญกับเราที่สุดทำไมไม่เรียกตัวเองว่าเป็นศิลปินซะที?

อายิโน๊ะ:เราถือคำนี้ค่อนข้างสูง ภาพศิลปินที่เราคิดไม่ได้เป็นแบบที่เราเป็นอยู่ อีกอย่างคือเราอยากเป็นแค่คนธรรมดา คนชอบมองว่าศิลปะมันภาษาที่สื่อสารกับผู้คนได้ตรงที่สุด แต่สำหรับเราคิดว่าไม่ต้องตรง ไม่ต้องตรงแต่ต้องแสดงให้เห็นถึงชีวิตและความจริงของคนที่เป็นจริงๆ เราถูกสอนว่าศิลปะมันต้องมีความพิเศษ ต่างไปจากความเป็นธรรมดา เราอยากให้มันเป็นทั้งสิ่งที่ยิ่งใหญ่และธรรมดาที่สุดในเวลาเดียวกัน

ถาม: ศิลปะไม่ควรเป็นเรื่องยาก?

อายิโน๊ะ:ก็เพราะมันยากอยู่แล้วเราจะไปทำให้มันอยากขึ้นไปอีกทำไม ทุกวันนี้เราไม่สามารถหานิยามของศิลปะอย่างเฉพาะเจาะจงได้ เราจะทำให้มันยากหรือกำหนดแค่ว่าศิลปะเป็นสิ่งเล่าเรื่อง ตอนเรียนเราถูกถามและต้องหาคำตอบให้ได้ทั้งหมดในสิ่งที่เราทำ อันนี้คืออะไร อันนั้นคืออะไร เราว่าบางอย่างมันไม่จำเป็นต้องอธิบาย ถ้ามันตอบได้หมดมันก็ไม่น่าใช่ศิลปะ มันน่าจะมีหน้าที่เกินกว่าการเป็นแค่สัญลักษณ์ของอะไรบางอย่าง หรือแค่บอกเล่าเรื่องราวเพียงด้านเดียว เรายังทำตัวผิดๆ ถูกๆ อยู่เลย เราจะไปวิพากษ์อะไรหรือคนอื่นได้อย่างไร

นิทรรศการ ชาดก Allegory เปิดให้เข้าชมถึงวันที่ 27 มีนาคม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย


About the Author

Chalotorn Anchaleesahakorn



Back to Top ↑
  • Fine Art Magazine No.135

  • 10th UOB Painting of The Year

    10th UOB Painting of The Year

    นิทรรศการออนไลน์
    การประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 10

  • International Biennial Print 2020 R.O.C

    International Biennial Print 2020 R.O.C

    Call for Submissions 2019.12.3 – 2020.2.5
    www.ntmofa.gov.tw

  • Sylvie Blum – Naked Beauty

  • Archives