Fine Art

Published on March 20th, 2018 | by Chalotorn Anchaleesahakorn

0

Dapunta Hyang: Transmission of Knowledge

บทความโดย สรณ วิริยะประสิทธิ์

 

‘ความร่วมสมัย’ ในงานศิลปะของ Zai Kuning คือสิ่งเดียวกันกับ ‘ความเก่าแก่’ ด้วยการอ้างอิงประวัติศาสตร์นับพันปีของดินแดนเอเชียอาคเนย์ สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ไม่เพียงสร้างความตื่นตาจากขนาดอันใหญ่โตและเทคนิคอันแปลกใหม่แต่ยังเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นความสำคัญของบริบทเชิงพื้นที่และเวลาที่สะท้อนภาพโลกในอดีตอันเจริญรุ่งเรืองระหว่างสองภูมิภาค ภายใต้แนวคิดอันกว้างขวางเกี่ยวกับการก่อร่างองค์ความรู้ของมนุษยชาติ

ตัวเอกของพาวิลเลียนสิงค์โปร์ คือโครงสร้างไม้ไผ่ของเรือขนาดยาว 17 เมตร แขวนห้อยลงมาจากเพดานของห้องจัดแสดงขนาดใหญ่ในอาเซนาเล สัมภาระที่เรือลำนี้บรรทุกมาด้วยคือก้อนหินและหนังสือเคลือบด้วยขี้ผึ้กองใหญ่ ศิลปินได้จำลองเรือเดินทะเลของกษัตริย์มาเลย์พระองค์แรก Dapunta Hyang Sri Jayanasa ผู้ปกครองอาณาจักรศรีวิชัยช่วงราวคริสต์ศตวรรษที่ 7

การเดินเรือซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดพัฒนาการด้านเศรษฐกิจและสังคมได้ถูกบอกเล่าและตั้งคำถามผ่านผลงานศิลปะ ซึ่งมีที่มาจากการที่ Kuning ได้ใช้ประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ลงพื้นที่ศึกษากลุ่มชนพื้นเมืองที่เรียกกันว่า orang laut (sea people) และชาวเกาะต่างๆ ตามหมู่เกาะ Riau ตลอดจนการเดินทางไปเยือนพัทลุง (ไทย) ปาเล็มบังและจัมบิ (อินโดนีเซีย) กลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองเหล่านี้ยังคงมีวิถีชีวิตที่พึ่งพาธรรมชาติทางทะเลและมีวัฒนธรรมความเชื่อที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน ในทางวิชาการมีความเชื่อว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นคนพื้นถิ่นสมัยโบราณของภูมิภาคมาเลเซียและสิงคโปร์อีกด้วย ก่อนจะเริ่มเลือนหายและถูกผลักดันให้กลายเป็นกลุ่มคนชายขอบจากการแพร่ขยายของวัฒนธรรมใหม่ๆ ในเวลาต่อมา โดยเฉพาะอารยธรรมอิสลามที่ยังคงดำรงความแข็งแกร่งจนกระทั่งปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์ที่ถูกกลบทับจนเลือนลับดังกล่าวนำมาสู่การตั้งคำถามถึงความเก่าแก่ของรัฐสมัยใหม่ในปัจจุบัน เราต่างคุ้นเคยกับชื่อของอาณาจักรศรีวิชัย รัฐการค้าทางทะเลผู้ควบคุมเส้นทางการค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเครือข่ายตามหมู่เกาะต่างๆ ซึ่งปัจจุบันนักวิชาการต่างยอมรับกันว่าเจริญรุ่งเรืองขึ้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 6-14 ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศในแถบคาบสมุทรแห่งนี้มักเริ่มจากการกล่าวถึงอาณาจักรดังกล่าว Kuning จึงต้องการสะท้อนให้เห็นความสำคัญของประวัติศาสตร์ในช่วงนั้น ในพื้นที่หนึ่งของโลกที่ยังคงไม่ได้รับความสนใจ ดังที่เขาได้กล่าวเอาไว้ว่า “… the ship as a symbol of that world. Without the ship, there is no Srivijaya; without the ship the transmission of knowledge is impossible” (เรือเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของโลกนั้น หากไม่มีเรือ ก็ไม่มีศรีวิชัย หากไม่มีเรือ การส่งต่อองค์ความรู้ก็เป็นไปไม่ได้)

องค์ความรู้ที่ศิลปินกล่าวถึงถูกแทนด้วยกองหนังสือเคลือบขี้ผึ้งที่จัดวางอยู่ร่วมกันนั่นเอง ซึ่งหากเราลองพิจารณาดูก็จะตระหนักได้ว่า Kuning ได้อ้างสิ่งที่กว้างไกลมากกว่าความรู้ในเชิงวิชาการของอาณาจักรศรีวิชัย หากแต่เป็นองค์ความรู้ของมวลนุษยชาติที่วิวัฒนาการขึ้นเพราะการเดินทางติดต่อระหว่างกลุ่มคนในภูมิภาคต่างๆ ที่ใช้เรือเป็นยานพาหนะหลัก ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และส่งต่อ ที่ครอบคลุมกาลเวลานับพันปี ประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์จึงไม่อาจเขียนขึ้นได้หากปราศจาก ‘เรือ’ นั่นเอง

ซึ่งผลงานชุดนี้ก็ดูจะสอดคล้องกันเป็นอย่างดีเมื่อถูกนำมาจัดแสดงไว้ในอาคารหลังหนึ่งในอาเซนาเล บริบทของพื้นที่อู่ต่อเรือและคลังสรรพาวุธโบราณนี้สะท้อนให้เห็นสถานะของเรือที่เป็นสากลแม้จะอยู่กันคนละซีกโลกหนึ่งได้อย่างเด่นชัด เวนิสเป็นเมืองท่าชายทะเลเช่นเดียวกันกับอาณาจักรศรีวิชัย และสามารถเจริญรุ่งเรืองขึ้นได้ก็ด้วยศักยภาพในการควบคุมเส้นทางการค้าทางทะเล ผลงานของ Kuning จึงอาจกล่าวได้ว่าได้นำเสนอภาพของ ‘a monumental symbol of maritime history’ ไปในเวลาเดียวกัน

 

 


About the Author

Chalotorn Anchaleesahakorn

ผูกมิตรทั่วหล้า เป็นเพื่อนกับคนแปลกหน้าได้ในสามนาที ชอบเดินทาง เขียนได้บ้าง ดื่มได้เยอะกว่า



Back to Top ↑